แนวโน้มธุรกิจเอสเอ็มอีปี 2552

October 5th, 2009 by franchise Leave a reply »

ธุรกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ ประเทศไทยมาช้านานแล้ว โดยในปี 2552 ที่กำลังจะมาถึงนี้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะชะลอตัวลง จากปีที่ผ่านมา ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ลง โดยมีค่ากลางกรณีพื้นฐาน (Base Case) ที่ร้อยละ 3.5
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ ประเทศไทยมาช้านานแล้ว โดยในปี 2552 ที่กำลังจะมาถึงนี้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะชะลอตัวลง จากปีที่ผ่านมา ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยลง โดยมีค่ากลางกรณีพื้นฐาน (Base Case) ที่ร้อยละ 3.5 ขณะที่ในกรณีเลวร้าย (Worst Case) จะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.5 จากประมาณการเดิมที่ร้อยละ 4 – 5 ขณะที่นักวิเคราะห์จากหลากหลายสถาบันต่างคาดการณ์กันว่าอัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2552 จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 – 4 ซึ่งการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่จะชะลอตัวลงอย่างสอดคล้องกันของ บรรดานักวิเคราะห์จากหลากหลายสถาบันนี้ เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าแนวโน้มการดำเนินธุรกิจของบรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน ปี 2552 จะต้องเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น โดยกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดเป็นกลุ่มที่น่ากังวลมากที่สุด เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่สูง และอาจมีปัญหาการขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ที่จะมีความระมัดระวังในการ พิจารณาสินเชื่อมากยิ่งขึ้น ซึ่งการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในปี 2552 จะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่

* เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยใน ปี 2552 ที่กำลังจะมาถึง การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง จนถึงเข้าสู่ภาวะถดถอยในบางประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้คาดการณ์ว่าจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยอาจมีอัตราการเติบโตที่ติดลบ ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาใหม่ เช่น จีน อินเดีย จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง สอดคล้องกับการคาดการณ์ของโออีซีดีที่มองว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลก กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงนี้จะส่งผลกระทบมายังประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรายได้หลักจากการส่งออกสินค้า ไปยังประเทศที่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจได้รับผลกระทบที่ค่อนข้าง ชัดเจนจากการลดคำสั่งซื้อที่จะเกิดขึ้นในปี 2552

ตารางแสดงการคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ
ประเทศ

2551

2552
โลก

3.7

2.2
สหรัฐอเมริกา

1.4

-0.7
สหภาพยุโรป

1.2

-0.5
ญี่ปุ่น

0.5

-0.2
อังกฤษ

0.8

-1.3
รัสเซีย

6.8

3.5
จีน

9.7

8.5
อินเดีย

7.8

6.3
กลุ่ม ASEAN-5

5.4

4.2
กลุ่ม Asian NIEs

3.9

2.1

ที่มา : IMF, พฤศจิกายน 2551
* ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ สถานการณ์ ทางการเมืองภายในประเทศไทยที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และปัญหาทางด้านเสถียรภาพในการบริหารประเทศ รวมถึงการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจที่มักขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศที่ยืดเยื้อมานานก็เป็น อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุน ภายในประเทศ การผลิตสินค้าและบริการ รวมถึงการบริโภคสินค้าและบริการที่จำหน่ายภายในประเทศให้ลดต่ำลง จึงอาจส่งผลกระทบให้การผลิต การลงทุน และการบริโภคภายในประเทศในปี 2552 อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปี 2551 ที่ผ่านมา
* ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูง น้ำมัน ถือเป็นต้นทุนการประกอบธุรกิจที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ของบรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แม้ว่าในช่วงปลายปี 2551 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จำหน่ายภายในประเทศจะลดลงมากกว่า 50 % เมื่อเทียบกับช่วงเดือนกรกฎาคม 2551 แล้วก็ตาม แต่หากพิจารณาราคาน้ำมันในช่วงปี 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าราคามีความผันผวนที่สูงมาก โดยราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงในช่วงครึ่งปีแรก และลดต่ำลงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้น ราคาน้ำมันในปี 2552 ก็อาจจะยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนในระดับที่สูงอยู่ ซึ่งหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งก็จะสร้างภาระต้นทุนให้แก่ผู้ ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
* การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินมีความระมัดระวังมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจลดต่ำลง บรรดาสถาบันการเงินจึงจำเป็นต้องเพิ่มระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบ และอนุมัติสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต ดังนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการใช้แหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน จึงอาจกระทำได้ยากลำบากขึ้น
* การแข่งขันทางการค้าที่รุนแรง เนื่องจากปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ ในปี 2552 มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก และภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ขณะที่ผู้ประกอบการก็ยังคงจำเป็นที่จะต้องเสนอขายสินค้าและบริการเพื่อความ อยู่รอดทางธุรกิจ  การใช้กลยุทธ์ต่างๆ ทั้งลดราคาสินค้า การแจกหรือแถมสินค้าสมนาคุณ การเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครับรู้ผลิตภัณฑ์ หรือการขยายช่องทางการเข้าถึงสินค้าให้มากขึ้นเพื่อช่วงชิงลูกค้าซึ่งมี กำลังซื้อไม่สูงมากนักจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยคาดว่าการแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้าในปี 2552 จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ทำการประเมินปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยระหว่างปี 2551 – 2552 และวิเคราะห์ในส่วนของรายได้ การส่งออก ผลิตภาพทุน ผลิตภาพแรงงาน ผลตอบแทนจากการประกอบการ และสัดส่วนของรายได้ที่ไม่มีการเติบโตในแต่ละประเภทธุรกิจ โดยสามารถจัดแบ่งอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีภาวะเสี่ยงภัยที่แตกต่างกันได้เป็น 4 ระดับ ดังรายละเอียดแสดงในตารางต่อไปนี้

ตารางสรุปปัจจัยเสี่ยง และอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรระมัดระวังในแต่ละระดับ

ที่มา: SAW, สสว, 2 กันยายน 2551

ทั้ง นี้ ด้วยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งจากสถานการณ์เศรษฐกิจ และการเมืองภายในประเทศ รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศที่จะส่งผ่านมายังประเทศไทย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจึงจำเป็นที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ อาจเกิดขึ้นในปี 2552 เพื่อรักษาผลประกอบการให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยอาจดำเนินการตามแนวทางดังต่อไปนี้

* วิเคราะห์ และบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นสิ่งที่บรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรศึกษา วิเคราะห์ และแก้ไขเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากจะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถพิจารณาปรับปรุงแก้ไข และบริหารจัดการต้นทุนของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแนวทางการปรับปรุงต้นทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถกระทำได้ในหลาก หลายลักษณะ ได้แก่

+ การตัดลดต้นทุนที่ ไม่จำเป็นออก เพื่อให้เกิดการใช้ต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การนำระบบบริหารจัดการ Logistic ที่มีประสิทธิภาพครบวงจรมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง ลดปริมาณของเสีย และลดงานที่ผิดพลาดลง เป็นต้น
+ การปรับปรุงเครื่องจักรเก่า เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างไม่จำเป็นภายในกระบวนการผลิต เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าพลังงานที่ใช้ต่อหน่วยการผลิตที่สูงเกินปกติ เป็นต้น
+ การ ประยุกต์ใช้พลังงานทางเลือกใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ โดยพิจารณาถึงความพร้อมทั้งทางบุคลากร เทคโนโลยี การเงิน เสถียรภาพของพลังงานที่จะได้รับ ผลตอบแทนจากการลงทุน และแผนธุรกิจสำหรับการเปลี่ยนแปลง เช่น การพิจารณาเลือกใช้เตาอบพลังงานแสงอาทิตย์แทนเตาอบไฟฟ้า หรือเตาอบพลังงานก๊าซหุงต้ม เป็นต้น
* การสร้างตราสินค้าเป็นของตนเอง เพื่อให้บรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะ จากที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่มักจะรับจ้างผลิตสินค้า ซึ่งได้รับผลตอบแทนไม่มากนักและไม่ยั่งยืน ให้กลายมาเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายเอง ด้วยตราสินค้าของตนเอง ซึ่งหากตราสินค้าของผู้ประกอบการรายใดเป็นที่ยอมรับมากขึ้น จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง และผลตอบแทนที่ได้รับจะมีความยั่งยืนมากกว่าเพียงการรับจ้างผลิตสินค้า
* พัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้โดดเด่น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยควรที่จะเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าของตนเอง สร้างความแตกต่างจากสินค้าของคู่แข่งอย่างชัดเจน ทั้งในตัวสินค้า และบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น อันจะช่วยให้สามารถจูงใจ และกระตุ้นความต้องการซื้อสินค้าของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศให้เพิ่มมาก ขึ้น
* นำเทคโนโลยี E-Commerce มาใช้ เนื่องจากเทคโนโลยีทางด้าน E-Commerce ช่วยทำให้เจ้าของกิจการสามารถลดต้นทุนในการตั้งหน้าร้านไปได้มาก สร้างความสะดวกในการบริหารจัดการสินค้า สามารถขยายเวลาการทำตลาดได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถทำการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่นับวันจะใช้อินเทอร์เน็ตกัน มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งตลาด E-Commerce ในประเทศไทยยังคงมีมูลค่าการซื้อขายที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่ระบบ E-Commerce ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา(ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมูลค่าการซื้อขายสินค้าผ่านระบบ E-Commerce ประมาณ 3 แสนล้านบาท ขณะที่สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 4 ล้านล้านบาท) ซึ่งระบบ E-Commerce ในประเทศไทยจึงถือได้ว่ายังคงมีช่องทางการขยายตัวได้อีกมาก ดังนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจึงควรเร่งประยุกต์ใช้ระบบ E-Commerce กับธุรกิจให้มากขึ้น
* การพัฒนาบุคลากร ถือ เป็นอีกสิ่งสำคัญที่บรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมักมองข้ามไป ซึ่งหลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจเองทุกอย่างได้ดี แต่ขาดซึ่งการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายใน หรือขาดการสร้างทัศนคติในการทำงานที่ดีให้กับพนักงาน ทำให้การดำเนินธุรกิจต้องประสบปัญหาในช่วงเวลาที่เจ้าของธุรกิจไม่สามารถควบ คุมการดำเนินธุรกิจได้อย่างใกล้ชิด
* เสาะหา และขยายตลาดใหม่เพิ่มเติม ในภาวะที่กลุ่มลูกค้าหลักของผู้ประกอบการเริ่มชะลอกำลังซื้อลง การเสาะหาตลาดใหม่ๆเพิ่มเติม ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษาและเพิ่มผลประกอบการของธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งนี้ ตลาดใหม่ที่ผู้ประกอบการเลือกเข้าไปเปิดตลาดควรเป็นประเทศที่ยังคงมีกำลัง ซื้อที่สูง และสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพในการแข่งขันที่มากพอ เช่น การเข้าไปทำตลาดสินค้ากลุ่มอาหารฮาลาลในประเทศมุสลิม หรือการเข้าไปทำตลาดในประเทศรัสเซีย โดยผู้ประกอบการควรหาพาร์ตเนอร์ในประเทศเหล่านั้นให้เป็นผู้ทำตลาดให้แทน หรืออาจเข้าไปออกงานแสดงสินค้าเฉพาะกลุ่มสินค้าเป้าหมายในประเทศนั้นๆ ซึ่งจะช่วยทำให้สินค้าสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มาก และประหยัดต้นทุนในการเข้าไปทำตลาดอย่างไร้จุดหมาย

ปัจจัยเสี่ยง
2551 – 2552

เขตเฝ้าระวังพิเศษ (D)

เขตเฝ้าระวัง (C)

เขตปกติ (B)

เขตเติบโต (A)
-  ต้นทุน    -  เครื่องใช้ไฟฟ้า    -  รีไซเคิล    -  เหล็กโลหะและผลิตภัณฑ์    -  การบิน
-  ดอกเบี้ย    -  การต่อเรื่อซ่อมเรือ    -  น้ำมันพืช และไขมันจากสัตว์    -  เครื่องจักรกล    -  สิ่งพิมพ์
-  สถานการณ์ทางการเมือง    -  สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม    -  อาหารกึ่งสำเร็จรูปประเภทเส้น    -  อิเล็คทรอนิกส์    -  นมและผลิตภัณฑ์
-  พฤติกรรมการบริโภคของภาคครัวเรือน    -  ผลิตภัณฑ์หนัง    -  การก่อสร้าง    -  เครื่องมือเฉพาะด้าน    -  ไปรษณีย์และโทรคมนาคม
-  นโยบายของภาครัฐต่อการกำหนดหน่วยงาน
รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง    -  ผลิตภัณฑ์พลาสติก    -  Logistic    -  ยานยนต์ชิ้นส่วนและอุปกรณ์    -  บริการทางการเงิน
-  การแข่งขันที่รุนแรง    -  แก้วและเซรามิค    -  บริการคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์    -  เยื่อกระดาษ กระดาษและผลิตภัณฑ์    -  บริการวิจัยและพัฒนา
-  ปัญหาโลกร้อน    -  แร่อโลหะใช้ในการก่อสร้าง    -  บริการสุขภาพและอนามัย    -  เคมีภัณฑ์    -  บริการที่ปรึกษา
-  ปัญหาการกีดกันทางการค้า    -  เฟอร์นิเจอร์         -  อาหารแปรรูปเนื้อสัตว์    -  การศึกษา
-  ภัยธรรมชาติ    -  อัญมณีและเครื่องประดับ         -  น้ำตาลและผลิตภัณฑ์ฯ
-  เครื่องสันทนาการ         -  เครื่องดื่ม
-  ผลิตภัณฑ์จากไม้         -  ยา สมุนไพรและ เวชภัณฑ์
-  ผลิตภัณฑ์ยาง         -  พลังงาน
-  แปรรูปสัตว์น้ำ         -  บริการท่องเที่ยว
-  แปรรูปผักผลไม้         -  บริการอสังหาริมทรัพย์
-  ธัญพืช
-  ขนมอบกรอบ
-  โรงแรมและภัตตาคาร
-  ให้เช่าสินทรัพย์
-  อำนวยการ
-  วัฒนธรรม บันเทิง กีฬา
-  บริการเสริมสร้างสุขภาพ สปา และสังคม

ที่มา : K SME Care

Advertisement

Leave a Reply