Archive for October, 2011

ผลิตภัณฑ์เห็ด เมนูเด็ดๆ รายได้ดี

October 16th, 2011

เก็บตกจากการเยี่ยมชมเกษตรกรรุ่นใหม่กับ สกว. ที่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ขากลับได้พบกับ “ผลิตภัณฑ์เห็ดแปรรูป” นานาชนิด อาทิ ไส้อั่วเห็ด แหนมเห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดโคนลวกจิ้ม ปลาหมึกบก ฯลฯ ที่เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม จึงได้ขอสัมภาษณ์สูตรเมนูเห็ดมาฝากกันใน “ช่องทางทำกิน” วันนี้…

ปรเมศร์ สิทธิวงศ์ เจ้าของเขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม เล่าว่า ฟาร์มแห่งนี้เปิดขึ้นมาเพื่อทำการเกษตรใน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา รวมถึงการเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยโรงเรือนเพาะเห็ดนั้น มีเพื่อนซึ่งเป็นสถาปนิกเป็นผู้ช่วยออกแบบให้เพื่อเพาะเห็ดอากาศเย็นในโรง เรือนระบบปิด ซึ่งนอกจากการขายเห็ดสดแล้ว ยังได้คิดทำเห็ดแปรรูปต่าง ๆ

การแปรรูปเห็ดช่วยแก้ไขกรณีมีปัญหาขายเห็ดสดไม่หมด ซึ่งก็ทำได้หลายเมนู อาทิ ไส้อั่วเห็ด แหนมเห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดโคนลวกจิ้ม และปลาหมึกบก โดยเจ้าของสูตรไส้อั่วเห็ด และแหนมเห็ดโคนญี่ปุ่น คือ คุณแม่มาลี ศตพรพิสิทธิ์ แม่ของหุ้นส่วนคนหนึ่ง ส่วนอีก 2 เมนูหลังเป็นคำแนะนำของลูกค้า ขณะที่น้ำจิ้มซีฟู้ดเป็นสูตรของคุณแม่มาลี และญาติอีกคนหนึ่งช่วยกันทำขึ้นมา

สำหรับไส้อั่วเห็ด และแหนมเห็ดโคนญี่ปุ่นนั้น คุณแม่มาลีเล่าว่า อาหารทั้งสองชนิดนี้ตนทำเป็นอยู่แล้ว เพราะเมื่อก่อนคุณยายทำ เมื่อลูกชายไปหุ้นเปิดฟาร์มเห็ดร่วมกับเพื่อน และจะทำเห็ดแปรรูปขาย ตนจึงรับอาสาช่วยทำส่งไปให้ขายอุปกรณ์ในการทำไส้อั่วเห็ด และแหนมเห็ดโคนญี่ปุ่น ก็เป็นอุปกรณ์ทำครัวทั่ว ๆ ไป แต่จะเพิ่มในส่วนของเครื่องปั่นด้วย

วิธีทำ “ไส้อั่วเห็ด” ตามสูตรก็เตรียมหมูบด 10 กก. ส่วนเครื่องเทศก็เตรียม ตะไคร้ 5 กก. ซอยให้ละเอียด, ใบมะกรูดซอย 1.5 กก., หอมแดงซอย 1 กก. และกระเทียมสับ 1 กก. ในส่วนของเห็ดนั้น เตรียมเห็ดหูหนูดำสด 2 กก., เห็ดนางฟ้า 2 กก. และเห็ดโคนญี่ปุ่น 2 กก. ซึ่งเห็ดดังกล่าวนำไปปั่นให้ละเอียด

นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกรวมกัน แล้วยัดใส่ไส้หมูซึ่งมีขายแบบสำเร็จรูป เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย โดยไส้หมู 1 มัด จะมีความยาว 100 เมตร ทำไส้อั่วได้ 20 กก. ขายในราคา กก.ละ 400 บาท

วิธีทำ “แหนมเห็ดโคนญี่ปุ่น” ตามสูตรให้เตรียมหุงข้าวสวย 1 กระป๋อง, กระเทียมบดละเอียด 1 กก., เกลือ 2 ถุงเล็ก และใช้เห็ดโคนญี่ปุ่นนึ่ง 20 กก. โดยนำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ารวมกัน แล้วบรรจุใส่ถุง ถุงละ 50 กรัม แล้วรวมเป็นแพ็ก โดย 1 แพ็กมีแหนม 4 ถุง ขายในราคาแพ็กละ 100 บาท

ต่อด้วยเรื่องของเห็ดเป๋าฮื้อย่าง หรือปลาหมึกบก และเห็ดโคนญี่ปุ่นลวกจิ้ม ปรเมศร์ เล่าว่า เกิดจากคำแนะนำของลูกค้า และตนจึงใช้เป็นไอเดียในการทำเป็นอาหารทานเล่นขาย โดยเมนูทั้งสองอย่างนี้ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด

วิธีทำก็ไม่ยาก คือ “เห็ดเป๋าฮื้อย่าง หรือปลาหมึกบก” ก็เพียงนำเห็ดเป๋าฮื้อสดไปย่างให้สุก ส่วน “เห็ดโคนญี่ปุ่นลวกจิ้ม” คือนำเห็ดโคนญี่ปุ่นไปลวกน้ำร้อนให้สุก

สองเมนูหลังนี้ สำคัญคือ “น้ำจิ้มซีฟู้ด” ที่รสต้องเด็ด โดยคุณแม่มาลีเล่าว่า การทำนั้นตามสูตรจะใช้ส่วนผสมของพริกขี้หนูสวนบดละเอียด 500 กรัม, กระเทียมบดละเอียด 500 กรัม ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย, น้ำปลา และเกลือป่นตามชอบ ทั้งนี้ ปลาหมึกบก และเห็ดโคนลวกจิ้มนี้ ขายในราคาจานละ 70 บาท

ปรเมศร์ บอกว่า อาหารทุกชนิดที่ว่ามีต้นทุนประมาณ 60% จากราคาขาย

เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม อยู่ที่เลขที่ 297 หมู่ 6 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เปิดทุกวัน วันธรรมดาตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. และเวลา 09.00-18.00 น. ในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งใครต้องการติดต่อ ปรเมศร์ สิทธิวงศ์ ติดต่อได้ที่ โทร.08-1398-7784 และ 0-4475-6234 ทั้งนี้ “ผลิตภัณฑ์เห็ดแปรรูป” นั้น หากมีเมนูเด็ด ๆ รสชาติเด็ด ๆ ก็สามารถทำรายได้เด็ด ๆ เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ที่ดีได้!!.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

แฟรนไชส์ “โกนัทตี้” ขนมน้องใหม่ 3 รส ใน 1 เสิร์ฟ

October 1st, 2011
แฟรนไชส์ “โกนัทตี้” ขนมน้องใหม่ 3 รส ใน 1 เสิร์ฟ ตอบโจทย์การลงทุนทุกข้อ
ปาท่องโก๋” เมนูเรียบง่ายแต่รสเลิศที่มักเสิร์ฟคู่กับ ชา กาแฟ ยามเช้า ซึ่งมีรสชาติที่หลายคนคุ้นเคย แต่สำหรับ “โกนัทตี้” ขนมน้องใหม่ที่ขออยู่ในกลุ่ม “ปาท๋องโก๋” ด้วย แต่ขอนำเสนอความแตกต่างบวกรสชาติที่แปลกใหม่และเหนือกว่า เพราะเป็นขนมที่สามารถมิ๊กซ์รสชาติขนม 3 สไตล์ ให้มารวมอยู่ในเมนูเดียวกันได้ คือ ปาท่องโก๋+โดนัท+โรตี ไอเดียความอร่อยที่ไฉไลนี้เกิดจาก คุณสุชาดา เหมมัน เจ้าของธุรกิจ แฟรนไชส์ “โกนัทตี้” ธุรกิจขนมน้องใหม่ ส่วนรายละเอียดธุรกิจจะอร่อย มันส์เพียงใดนั้น เธอพร้อมอธิบาย

 

“ที่มาของธุรกิจนั้นเกิดจาก การได้ไปร่วมงานเทศกาลเบเกอรี่ เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเห็นคนต่อแถวยาวเพื่อรอซื้อขนมปังที่มาจากสเปน ที่ต่างเรียกกันว่า ชูโรส เป็นร้านขนมในงานที่ได้รับความนิยมมาก ลูกค้าต้องมาต่อแถวซื้อขนมร้านนี้อย่างยาวเหยียด และเมื่อได้ชิมก็รู้สึกว่า อร่อย สมแล้วที่ต่อแถวรอ และสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้กับขนมร้านนี้อย่างเห็นได้ชัดคือ เครื่องผลิตขนม ซึ่งต้องยอมารับว่าเป็นจุดขายของร้านจริง ๆ ที่ดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาต่อแถวซื้อเพื่อพิสูจน์รสชาติขนมร้านนี้”
แนวคิดในการทำขนมขายจึงเกิดขึ้นทันที โดยความยากง่ายของแฟรนไชส์ “โกนัทตี้” กว่าจะเปิดตัวแฟรนไชส์นี้ได้นั้น คุณสุชาดา และทีมบริหารต้องช่วยกันระดมความคิดในการปรุงสูตรขนมและคิดประดิษฐ์ตัว เครื่องเพื่อบีบขนมออกมาสู่การทอด “เครื่องทำขนมของเรานั้น เราคิดค้นขึ้นมาเองโดยต่อยอดจากแบบที่ได้เห็นมา ลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน ต้องผ่านการคำนวณหาจุดศูนย์กลาง ความยาว ความกว้าง ที่เหมาะสม จนกว่าจะสามารถผลิตเครื่องทำขนมตัวนี้ออกมาได้อย่างลงตัว ที่สามารถบีบส่วนผสมของขนมให้ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง เป็นเครื่องที่ได้แรงคนในการควบคุม ไม่ใช่เครื่องจักร ปลอดภัยและประหยัดในเรื่องค่าไฟฟ้า นับว่าเป็นภูมิปัญหาชาวบ้านที่น่าภูมิใจโดยเครื่องใช้หลักการทำงานเดียวกัน กับการผลิตขนมจีน เครื่องทำจากสแตนเลส สามารถถอดล้างได้ หัวบีบสามารถเปลี่ยนไซส์ได้ตามความต้องการของผู้ขาย ส่วนการทดลองส่วนผสมของแป้งขนมนั้นก็ใช้เวลาเช่นเดียวกันกว่าจะได้สูตรขนม ที่ลงตัว หมดแป้งไปหลายกระสอบต่อเดือน จนกว่าจะมั่นใจตัวโปรดักส์พร้อมกับเปิดตัวอย่างที่เห็นกันในขณะนี้”
จุด เด่นแฟรนไชส์ “โกนัทตี้” เป็นขนมที่มีความกรอบเหมือนโรตีกรอบ ส่วนเนื้อด้านในจะนุ่มและหอมเหมือนโดนัท แต่มีรูปร่างเหมือนปาท่องโก๋ ที่สำคัญมีคุณค่าทางอาหาร เพราะมีส่วนผสมทั้งไข่และนม ยิ่งไปกว่านั้นยังปราศจากส่วนผสมของยีสต์ที่ผสมอยู่ในปาท่องโก๋ ขนมจะมีความหอมจากลิ่นเนย ทานร้อน ๆ คู่กับนมข้นหวาน เรียกได้ว่าอร่อยเข้ากันจนต้องสั่งเพิ่ม เรียกได้ว่ารวม 3 อรรถรสความอร่อยไว้ได้ในเมนูเดียว เป็นขนมพันธุ์ผสมสายพันธุ์ใหม่ที่มีส่วนผสมของแป้งหลายชนิดขนมมีความสดใหม่ โดยจะทำการบีบแป้งให้ออกมาจากตัวเครื่องแล้วไหลลงสู่เตาทอดทันที อีกทั้งยังเป็นการโชว์การขายแบบสดใหม่ให้ผู้ซื้อเห็นอยู่ตลอดเวลา คุณภาพของธุรกิจได้รับการยอมรับในนาม “ของดีชายแดนใต้”และในกลุ่มสินค้า ‘OTOP’ ประจำจังหวัดสงขลาด้วย
ส่วนรูปแบบการลงทุนแบบแฟรนไชส์ “โกนัทตี้” คุณสุชาดา กำหนดงบการลงทุน 42,000 บาท ผู้ลงทุนพร้อมรับอุปกรณ์การทำอาชีพครบชุดพร้อมขายสามารถเปิดร้านได้เลย อีกทั้งยังไปสอนสูตรเทคนิคการขายยังหน้าร้านให้อีกด้วย แต่สิ่งที่แฟรนไซซีจะต้องสั่งซื้อจากทางบริษัทคือ “แป้งผง” กำหนดสั่งซื้อขั้นต่ำ 50 กิโลกรัมต่อครั้ง ในราคากิโลกรัมละ 55 บาท รวมค่าขนส่งแล้ว
“แป้งผง” สามารถเก็บได้นานประมาณ 6 เดือน แต่หากมีการผสมแป้งไปแล้วแต่กลังไม่ได้มีการจำหน่ายก็สามารถนำแป้งที่ผสม แล้วนั้นกลับมาใช้ได้อีก แต่ต้องผ่านการเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น แต่ควรผสมแป้งสดใหม่ทุกวัน โดยทำครั้งละ 1 กิโลกรัม หากขายหมดก็ทำเพิ่มเรื่อย ๆ ไม่แนะนำให้ทำเป็นสต็อกค้างไว้เนื่องจากแป้งจะมีความหนืด ทำให้เครื่องบีบแป้งออกมาได้ยาก รับประกันเครื่องบีบขนมประมาณ 6 เดือน หากเครื่องอยู่ในระหว่างส่งซ่อมมีเครื่องสำรองส่งให้ใช้งานก่อนด้วย
“โดยเฉลี่ยแล้วกำไรสินค้า 1 ชุดประมาณ 200% โดยต้นทุนของแป้ง 1 กิโลกรัมประกอบไปด้วย แป้งราคา 55 บาทและเกลือ เนย น้ำตาล แพ็คเกจจิ้ง ฯลฯ อีกประมาณ 45 บาท หากขายในสัดส่วนความขาวของขนมประมาณ 5-6 นิ้ว ในแป้ง 1 กิโลกรัมสามารถตัดขายได้ประมาณ 60 ชิ้น หากขายชุดละ 20 บาทจะได้เงินทั้งหมดประมาณ 300 บาท จากต้นทุน 100 บาท ที่ผ่านมายอดขายจากการออกงานของดีชายแดนใต้ขายได้ของร้านเราเอง ขายได้ประมาณ 20 กิโลกรัมต่อวัน”
สำหรับ ระยะเวลาคืนทุนนั้น คุณสุชาดา ต้องยอมรับว่า ขึ้นอยู่กับทำเลเป็นสำคัญ แต่สินค้าสามารถสร้างกำไรและขายได้ด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ผู้ลงทุนก็สามารถเก็บเกี่ยวระยะคืนทุนที่รวดเร็วได้ด้วยร้านของเขาเอง แฟรนไชส์ “โกนัทตี้” คือทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนใหม่ที่ต้องการทำเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม ก็ได้ งบการลงทุนอยู่ในงบประมาณไม่สูงมาก คู่แข่งทางการตลาดน้อยมาก เพราะเป็นแบรนด์น้องใหม่ในตลาดจริง ๆ รสชาติขนมเป็นที่ติดอกติดใจ ในอนาคตจะมีการต่อยอดโปรดักส์อีก เช่น สอดไส้ครีมไปในขนม รวมถึงแตกไลน์โปรดักส์ เช่น น้ำเต้าหู้สูตรผสมคอลลาเจน ฯลฯ
ข้อมูลธุรกิจ:
ชื่อกิจการ: แฟรนไชส์ “โกนัทตี้”
ประเภทกิจการ: ธุรกิจเบเกอรี่
รูปแบบการลงทุน: แฟรนไชส์
งบการลงทุน: ประมาณ 42,000 บาท ผลกำไรประมาณ 200%
ติดต่อ: เลขที่ 249/32 หมู่ 3 ถ.สุเหร่าคลองหนึ่ง แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม.
โทร. 08-5474-6369, 08-7293-7680

แฟรนไชส์ ชาอินเดีย กาแฟเปอร์เซีย ทางออกเครื่องดื่มที่ไม่จำเจ

October 1st, 2011
ในบรรดาธุรกิจเครื่องดื่ม ชากาแฟนับว่าเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมกันมาอย่างยาวนาน เพราะมีต้นกำเนิดกันมาช้านาน และได้รับการพัฒนารูปแบบ รสชาติ สีสันแตกต่างกันไปตามพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพล แต่กระนั้น ตลาดเครื่องดื่มโดยเฉพาะกาแฟในบ้านเราก็ยังได้รับความนิยมกระจุกตัว ใน ทางปฏิบัติหรือในสนามการค้าขายจริง ๆ สิ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือ เครื่องดื่ม ขนม หรือแม้แต่ชา กาแฟ ก็มีคนให้ความสนใจไม่น้อยหน้า ส่วนหนึ่งอาจเพราะความเห่อของฝรั่งนั้นมีให้เห็นมาก ฟากของพื้นที่ใกล้ ๆ กันกับเมืองไทยจึงเป็นม้านอกสายตา แต่ก็สามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้เช่นกัน
ชาอินเดียและกาแฟเปอร์เซีย น่าจะทำให้หลายคนหันกลับมามอง เพราะแม้เราจะห่างจากอินเดียเพียงแค่ประเทศพม่ากั้นกลาง แต่ความรับรู้ช่างห่างชั้นกับชากาแฟที่ขายกันทั่วไป คุณมาโนช อัทมารามานี เจ้าของแฟรนไชส์ “The Indian Tea” เชื้อสายอินเดียและเคยเห็นคนอินเดียชงชาดื่มที่บ้านอยู่เป็นประจำ ซึ่งทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างชาที่มีขายอยู่ในเมืองไทยกับชาของชาว อินเดีย จึงมองเห็นช่องว่างในตลาด จากนั้นเริ่มศึกษาจริงจังและทดลองปรับรสชาติจนเป็นที่ยอมรับ คุณมาโนชอธิบายความแตกต่างของชาอินเดียและกาแฟเปอร์เซียกับชากาแฟทั่วไปว่า “ชาอินเดียใช้ใบชาอัสสัม ซึ่งเรานำเข้ามาจากอินเดียโดยตรง ชาอินเดียจริง ๆ มีกว่า 50 รสชาติ สิ่งที่แตกต่างเนื่องจากาเครื่องปรุงสมุนไพรต่าง ๆ ที่ใส่ลงไป เช่น อบเชย กานพลู ใบกระวาน ขิง พริกไทยดำ ลูกกระวาน น้ำผึ้ง เรามองว่าในประเทศไทยยังไม่มีขาย เราเห็นช่องว่างตลาดตรงนี้เลยไปทดลองออกงาน มีคนให้ความสนใจเยอะ หลังจากทดลองตลาดแล้ว เราได้ทดลองปรับปรุงมากว่า 9 ปี เราเลือกมาเพียงแค่ 4 รส ชาติ ซึ่งเป็นชานมหวานมันตามสไตล์ที่คนไทยนิยมดื่ม แต่ละรสชาติมีกลิ่นหอมของสมุนไพรต่าง ๆ อยู่ด้วย กลิ่นและรสถูกปรับให้เข้ากับการดื่มชาของคนไทยแล้ว เพราะอินเดียแท้จะใส่สมุนไพรกลิ่นแรงเกินไป ส่วนกาแฟเปอร์เซีย เป็นกาแฟที่ผสมระหว่างโรบัสต้าและอาราบิก้า เหมือนกาแฟไทยที่ดื่มกันทั่วไป แต่ใส่สมุนไพรชนิดหนึ่งเข้าไปเพิ่มความหอมแตกต่างจากกาแฟอื่น ๆ”
การลงทุนมี 5 ระดับ ราคาให้เลือก เริ่มต้นตั้งแต่ 6,900 – 130,000 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามสินค้าได้แก่
1. กลุ่มสูตรชากาแฟชงเหยือก มี 3 ราคา ตั้งแต่ 6,900 – 19,000 – 39,000 บาท มี 5 รส ชาติ กาแฟเปอร์เซีย ชานมมาซาลา ชานมการ์ดามอม ชานมน้ำผึ้ง และชาดำ เป็นเครื่องที่สามารถทำเตรียมไว้ได้เย โดยไม่ต้องชางขายทีละแก้ว นอกจากนี้คุณมาโนชยังย้ำว่า สามารถที่จะรักษารสชาติให้คงที่ได้ด้วยสูตรที่ตายตัว ไม่ต้องกลัวพนักงานเปลี่ยนมือแล้วรสชาติจะเปลี่ยนตาม
2. กลุ่มสูตรกาแฟสดและกาแฟชงเหยือก มี 2 ราคา ตั้งแต่ 110,000 – 130,000 บาท มี 10 รสชาติโดยมีสูตรชงเหยือกเหมือนกันและได้เมนูเพิ่มอีก 5 เมนู คือ เปอร์เซียน เอสเปรสโซ่ เปอร์เซียน คาปูชิโน เปอร์เซียน ลาเต้ เปอร์เซียน มอคค่า และเปอร์เซียน โกโก้
แต่ ละระดับการลงทุน คุณมาโนชแนะนำว่า “เราแตกต่างอยู่แล้วด้วยชื่อ และความแปลกใหม่ คนอยากจะรู้และอยากชิมรสชาริว่าจะเป็นอย่างไร การเลือกงบลงทุนหรือรูปแบบร้าน ขึ้นอยู่กับทำเลเป็นหลัก เช่น ตลาดนัด ในห้างหรือหน้าห้างสรรพสินค้า เปิดที่หน้าบ้าน หรือเป็นแบบเคลื่อนที่เป็นล้อเข็น มอเตอร์ไซค์พ่วง ขายหน้าโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย หรือาจจะเป็นเมนูเสริมในร้านที่มีอยู่เดิมก็ได้ เพียงแต่นำไปเพิ่มให้เกิดเมนูใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่สามารถรับประทานได้ทุก เพศ อย่างชาก็สามารถรับประทานได้ทุกวัยทุกเวลา
เราถามลูกค้าก่อนว่าทำเลเป็นแบบไหน แล้วจึงจะให้คำแนะนำ ปัจจุบันเรามีสาขากว่า 230 สาขาทั่วประเทศ โดยเพิ่งจะขยายสาขาอย่างจริงจังเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา เมื่อทราบทำเลแล้วก็จะทำให้สามารถตั้งราคาขายได้ เพราะราคาขายมีตั้งแต่ 20 บาท ไปจนถึงแก้วละ 50-60 บาท โดยเฉพาะค่าเช่าเป็นหลัก แต่วัตถุดิบต้นทุนต่อแก้ว 6-7 บาทเท่านั้น
สำหรับ วัตถุดิบหลักที่ต้องซื้อจากคุณมาโนช ได้แก่ใบชาและกาแฟเท่านั้น โดยมีมีการกำหนดขั้นต่ำในการสั่งซื้อส่วนวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น นม น้ำผึ้ง น้ำตาล จะมีคู่มือกำหนดว่าต้องใช้แบรนด์อะไร ซื้อได้ที่ไหน ซึ่งในคู่มือนั้นก็ยังมีรายละเอียดวิธีการทำ สำหรับการลงทุนแบบชงเหยือกหากลูกค้าไม่สะดวกมาอบรมที่กรุงเทพฯ ก็สามารถทำตามได้โดยใช้ช้อนตวงเฉพาะเป็นสูตรและปริมาณตายตัว ส่วนกาแฟสดต้องอบรม 1 วันเต็ม หลังจากนั้นยังต้องปรับปรุงแบบแก้วต่อแก้วเพื่อให้ถูกปากลูกค้า “สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผู้ที่สนใจ คือ การหาทำเลที่จะเปิดให้ได้ เพราะการเปิดร้านหรือการซื้อแฟรนไชส์เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ใครมีหน้าร้านอยู่แล้ว หรือเปิดร้านอินเตอร์เน็ต ร้านเบเกอรี่ ร้านอาหาร หรือแม้แต่ร้านขายเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่พอมีพื้นที่ว่างสามารถที่จะขายได้” คุณมาโนชกล่าวทิ้งท้าย..
ข้อมูลธุรกิจ:
ชื่อกิจการ: The Indian Tea (เดอะ อินเดียน ที)
ประเภทกิจการ: แฟรนไชส์
รูปแบบการลงทุน: 6,900 – 130,000 บาท
โทรศัพท์: 08-4682-5999

‘eCosway’ แฟรนไชส์เน็ตเวิร์ก ไร้ความเสี่ยง

October 1st, 2011
‘eCoswsy’ ธุรกิจอิสระ ปั้นเงินให้รวยได้แบบไร้ขอบเขต
เมื่อการสื่อสารสามารถเชื่อมโลกได้ แนวทางการทำธุรกิจในลักษณะเน็ตเวิร์กทั่วโลก ก็สามารถทำได้เช่นกัน ปัจจุบันมีหลายธุรกิจให้ทันโลกทันเวลามากขึ้น ซึ่ง ‘eCoswsy’ เห็น ด้วยกับหลักการนี้เช่นกัน คุณภูวิศ เตซะบูรณากิจ เป็นคนไทยคนแรก ๆ ที่เริ่มสนใจธุรกิจนี้ หลังจากที่ได้ไปเห็นรูปแบบธุรกิจที่มาเลเซีย และมองว่าธุรกิจนี้น่าจะเติบโตได้ดีในประเทศไทย
‘eCosway’ เป็น ธุรกิจที่มีลักษณะกึ่งแฟรนไชส์รวมกับเครือข่าย หรือที่เรียกว่า แฟรนไชส์เน็ตเวิร์ก ที่ไม่มีความเสี่ยง จุเริ่มต้นของธุรกิจกำเนิดที่ประเทศมาเลเซีย โดยเจ้าของธุรกิจเป็นชาวมาเลเซีย ธุรกิจเติบโตมากว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งในปัจจุบันธุรกิจก็ได้ก้าวขยายเข้ามาสู่เมืองไทยอย่างเต็มตัวแล้ว ขณะนี้ ‘eCosway’ มีมากกว่า 1,800 สาขาทั่วโลกและกระจายไปแล้วกว่า 20 ประเทศ มีจุดขายอยู่ที่ตัวโปรดักส์ ซึ่งเน้นกลุ่มสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มีตั้งแต่เครื่องสำอางไปจนถึงเครื่องครัว และมีสินค้าที่นำเข้าจากทั่วโลกด้วย ซึ่งเน้นเป็นกลุ่มอาหารเสริม โดยลักษณะของธุรกิจเป็นการในระบบสมาชิก หรือถ้าสมาชิกอยากเปิดร้านเอง ทางบริษัทก็จะออกทุนให้ โดยพิจารณาจากยอดซื้อสมาชิกรหัสนั้น ๆ รวมถึงพิจารณาความตั้งใจจริงของผู้ที่ต้องการเปิดร้านอย่างเต็มตัวด้วย การบริหารระบบร้านไม่มีความยุ่งยากเพราะระบบได้ถูกเซตขึ้นมาเพื่อธุรกิจนี้ โดยตรง ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย จะมีรายได้กลับคืนตัวเองแบบชัดเจน
“บริษัท จะเป็นผู้ลงทุนให้ทั้งหมาด เราจะมีหน้าที่บริหารร้าน และทำตลาดโดยการสร้างยอดขายเงินลงทุนภายในร้าน เช่น ค่าตกแต่งร้าน เฟอร์นิเจอร์ ชั้นวาง ค่าอุปกรณ์ส่งเสริมการขายภายในร้าน ค่าสินค้า ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบรักษาความปลอดภัย ค่ามัดจำร้าน ค่าใช้จ่ายในการบริหารร้าน เช่นค่าเช่าร้าน ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย เช่นแผ่นพับ ใบปลิวโปรโมชั่นต่าง ๆ ค่ามัดจำล่วงหน้าสต๊อกสินค้า บริษัทเป็นจัดหาสินค้าหลากหลายและมากพอต่อการขาย โดยที่ผู้ลงทุนไม่ต้องกังวลใจเรื่องเงินที่จะต้องจ่ายล่วงหน้าเพื่อเป็นค่า มัดจำ”
ส่วนเงื่อนไขกับการเปิดร้าน ‘eCosway’
1. เริ่มต้นจากการสมัครเป็นเจ้าของธุรกิจอิสระหรือ BO (Business Owner) ค่าสมัครในปีแรก 1,000 บาท แต่ปีต่อไปแค่ 500 บาท สมัครแล้วจะได้ร่วมธุรกิจ ‘eCosway’ ทันทีโดยได้รับสิทธิหลัก ๆ ดังนี้ สามารถยื่นความประสงค์ที่จะเปิดร้าน ‘eCosway’ ได้ทั่วประเทศ ซื้อชุดสินค้า ISO ได้ในราคาพิเศษไม่เกิน 30 วัน (ถ้าต้องการเปิดร้านต้องซื้อให้ครบ 500 ev) รับรายได้จากการขยายงานและขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้า
2. จากนั้นก็ลองพิจารณาหาทำเลที่จะเปิดร้านไม่ว่าจะเป็นเจ้าของตึกเองทางบริษัท ‘eCosway’ จะทำสัญญาเช่าและจ่ายค่าเช่าให้ในราคาที่เหมาะสม ทำเลที่ตั้งของร้านที่บริษัท ‘eCosway’ จะอนุมัติมักจะเป็นที่ชุมชน สะดวต่อการจับจ่ายใช้สอย เช่นในห้าง หรือาคารพาณิชย์ขนาดพื้นที่ประมาณ 50-100 ตรม. หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้
ทั้งนี้คุณสมบัติเริ่มต้นที่ ‘eCosway’ จะพิจารณา “ผู้สมัครหลักจะต้องเป็นสภาพสตรี อายุตั้งแต่ 25-55 ปี ส่วนผู้สมัครรองจะเป็นสุภาพสตรีหรือสุภาพบุรุษก็ได้ แต่ต้องมีผู้สมัครหลักและผู้สมัครรองรวม 2 ท่าน ต้องเป็นคนไทย สัญชาติไทย ในระยะเวลาที่รอร้านเสร็จ หรือก่อนเปิดร้าน 14 วัน บริษัทจะไปทำสัญญาเพื่อให้คุณเป็นผู้บริหารร้าน ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะต้องเตรียมการค้ำประกันตามเงื่อนไขข้อหนึ่ง ดังนี้
เงินสด 250,000 บาท หรือใช้เงินสด 100,000 บาท+ข้าราชการซี 7 ,ใช้เงินสด 100,000 บาท+ พนักงานบริษัทเอกชน เงินเดือน 50,000 บาท หรือใช้เงินสด 100,000 บาท+บริษัทห้างร้านที่จดทะเบียนพาณิชย์ ที่ปิดยอดบัญชีในปีนั้นเป็นเงิน 5,000,000 บาท ผู้ที่ต้องการเปิดร้านสามารถเลือกได้ข้อใดข้อหนึ่ง ส่วนเงินค้ำประกันจะได้รับคืนทั้งหมดทันทีที่เราสละสิทธิการเป็นเจ้าของร้าน และเงินค้ำประกันนี้สามารถผ่อนชำระได้ โดยหักจากรายได้ในการทำธุรกิจ ซึ่งควรจะมีรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาท ขึ้นไป ในกรณีที่เราสร้างเครือข่ายธุรกิจ และมีรายได้จากการสร้างเครือข่ายมากพอ” คุณภูวิศ กล่าวถึงรายละเอียดคร่าว ๆ ให้กับผู้ที่ต้องการลงทุนเปิดร้าน
สมาชิก ‘eCosway’ จะอยู่ในฐานะเจ้าของธุรกิจอิสระ (Business Owner-BO) ที่มีเป้าหมายคือการสร้างเครือข่ายลูกค้าวีไอพี (VIP Shoppers) มีแผนรายได้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้สมาชิกสร้างรายได้ได้อย่างที่ต้องการ และมั่นคงตลอดไปจากการเติบโตของเครือข่ายผู้บริโภค และเจ้าของธุรกิจอิสระทั่วโลกอย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีขีดจำกัด ยิ่งกว่านั้นสมาชิกยังสามารถสืบทอดธุรกิจให้เป็นมรดกแก่ทายาทได้อีกด้วย ในประเทศไทยขณะนี้มี 160 สาขาทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต อุบลราชธานี ฯลฯ แต่กว่าครึ่งของร้านทั้งหมดยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งนี้มีแพลนที่จะเปิดสาขาให้ได้ถึง 2,000 สาขาทั่วประเทศไทยภายใน 5 ปี โดยเน้นทำเลในการเปิดร้านตามแหล่งชุมชน
ข้อมูลธุรกิจ:
ชื่อธุรกิจ: ‘eCosway’
ประเภทธุรกิจ: แฟรนไชส์เน็ตเวิร์ก
จุดเด่น: มากด้วยสินค้าคุณภาพชั้นนำ สมาชิกยังสามารถสืบทอดธุรกิจให้เป็นมรดแก่ทายาทได้
ค่าสมัครสมาชิก: ในปีแรก 1,000 บาท แต่ปีต่อไปแค่ 500 บาท
งบการลงทุน: สั่งขั้นต่ำ 12 ชิ้น ลงทุนประมาณ 30,000 บาท
ติดต่อโทร.: โทร.08-1329-7929
อีเมล์: techecosway@hotmail.com

สถาบัน ‘Lady Eyebrow’ ปั้นหลักสูตรสักคิ้วลายเส้นสามมิติเจ้าแรก

October 1st, 2011
ศิลปะความงามที่กวาดรายได้ถึงหลักแสนต่อเดือน
แนวทางการแต่งสวย ใครกันที่กำหนดว่า ขึ้นอยู่ที่เสื้อผ้าหน้าผมเท่านั้น เรื่องการเติมแต่งสวยให้กับร่างกาย หญิงสาวบางคนมองว่า “คิ้ว” ต่างหากต้องมาก่อน ศิลปะการตกแต่งคิ้วนับจากนี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากได้รู้จักกับสถาบัน ‘Lady Eyebrow’ สถาบันสอนการสักคิ้วแนวใหม่ ที่พร้อมสร้างความสวยเด่นให้กับใบหน้าและต่อยอดถึงรายได้ให้กับผู้ลงทุน
คุณ ชรินรัตน์ เพชรช่อ หรือ อ.รัตน์ ผู้เชี่ยวชาญชำนาญการสักคิ้วลายเส้นสามมิติ ผ่านการเรียนจากอาจารย์ชั้นนำด้านการสักคิ้วโดยเฉพาะจากหลายท่านหลายประเทศ เฉกเช่น อาจารย์ David Zhang และอาจารย์ Cilia Chen ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงแชมป์โลกในการสักคิ้วถึง 3 สมัยพร้อมผ่านการดูงานการสักคิ้วลายเส้นลายเส้นที่สถาบัน Violet จาก ประเทศเกาหลี ศึกษาการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเพ้นต์คิ้วให้เส้นพลิ้วไหว สักคิ้วสามิติ การสักปากให้สีติดทนนานและการสักขอบตา จากประเทศจีน จากประสบการณ์ที่คร่ำหวอดด้านการสักคิ้ว อ.รัตน์จึงเกิดไอเดียในการสานต่อสู่ธุรกิจในประเทศไทยขึ้น เพราะมองว่า “การสักคิ้วลายเส้นสามมิติในเมืองไทย ยังถือเป็นนวัตกรรมใหม่ และไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก นับว่าเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่มองหาธุรกิจที่ไม่ต้องลงทุนมาก ผู้ที่ตัดสินใจลงทุนทางธุรกิจก่อนย่อมสามารถคว้ากลุ่มลูกค้าได้ก่อน เรียกได้ว่าเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ และมองโดยภาพรวมแล้วธุรกิจความสวยความงาม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความสวยในความต้องการของสตรีก็มิอาจหยุดนิ่งได้ แล้วยิ่งปัจจุบันเริ่มมองเห็นความสำคัญของการเสริมราศี ก็ยิ่งเป็นการต่อยอดให้ การสักคิ้ว เป็นที่ต้องการในวงกว้างมากขึ้น
อ.รัตน์ แจงต่อว่า การสักคิ้วลายเส้นสามมิติ เป็นนวัตกรรมของการสักคิ้วแบบใหม่ เป็นรูปแบบที่ทันสมัย สักแล้วไม่ดูแก่หรือหน้าดุ มี ความอ่อนช้อยใกล้เคียงกับคิ้วธรรมชาติ สักโดยอาศัยทิศทางการงอกของเส้นขน แล้วสักลงไปทีละเส้นอย่างประณีต ก่อนการสักจะต้องมีการออกแบบคิ้วให้เข้ากับใบหน้า ให้เข้าสรีระโครงสร้างของหน้าก่อน แล้วจึงทำการสัก การสักคิ้วลายเส้นสามมิติจะต่างจากการสักคิ้วแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง
“การสักคิ้วแบบสามมิติ จะเป็นธรรมชาติมากกว่าดูไม่หลอกตา สักแล้วดูหน้าไม่ดุ ออกแบบการสักตามแนวเส้นขนจริง การสักคิ้วแบบสามมิติ จะอิงการดูโหงวเฮ้งที่ใบหน้าเป็นหลัก เพื่อให้รูปหน้าได้สัดส่วนและปรับเปลี่ยนแก้ไขรูปหน้าได้ การสักคิ้วแบบสามมิติ จะไม่เจ็บขณะสัก ไม่บวมแดง ไม่อักเสบ และไม่มีเลือดออก ลูกค้าสามารถกลับบ้านได้ทันที การสักแบบสามมิติ จะใช้สีนาโนสัก ซึ่งเป็นสีที่ทำมาจากธรรมชาติล้วน ๆ สักแล้วไม่เปลี่ยนสี และสีที่สักจะอยู่ได้ประมาร 3-5 ปี แต่การสักแบบเดิมสีจะเปลี่ยนและอยู่ติดกับผิวหนังของเราเป็นสิบ ๆ ปี ซึ่งยากต่อการแก้ไข” อ.รัตน์กล่าวถึงความโดดเด่นและความแตกต่างของการสักคิ้วสามมิติ
สถาบัน ‘Lady Eyebrow’ เปิดสอนการสักคิ้วลายเส้นสามมิติ ซึ่งเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ คู่แข่งยังน้อย ค่าบริการแต่ละครั้งก็ประมาณ 3,500 -5,000 บาท ผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพหรือบริการเสริมในร้านเสริมสวย หรือร้าน Beauty ต่าง ๆ เป็นอาชีพที่ทำรายได้ดีทั้งในและต่างประเทศ หิ้วกระเป๋าเพียงใบเดียวก็สามารถไปให้บริการลูกค้าได้ถึงที่ “การสักคิ้วเป็นหนึ่งในเทรนด์ความงามที่มาแรงบางคนนอกจากได้ความสวยกลับไป แล้ว ยังช่วยเสริมโหวงเฮ้งให้กับใบหน้าได้อีกด้วย การสักคิ้วขณะนี้เป็นความนิยมไม่ใช่เฉพาะกลุ่มสตรีที่สูงวัยเท่านั้น กลุ่มวัยรุ่น สาวออฟฟิศ ก็เริ่มหันมาสักคิ้วลายเส้นสามิติกันมากขึ้นแล้ว เนื่องจากประหยัดเวลาในการเขียนคิ้ว และกำจัดปัญหาสำหรับคนเขียนคิ้วไม่เป็นรูปเป็นร่าง”
สำ หรรับผู้ที่สนใจทำธุรกิจ อ.รัตน์ มีพร้อมทั้งองค์ความรู้ อุปกรณ์การสอน ให้ผู้เรียนสามารถนำไปประกอบอาชีพได้เลย และอุปกรณ์ทุกชิ้นล้วนมีคุณภาพให้ได้ผลอย่างสวยงาม “จริง ๆ แล้ว อาชีพนี้ถือเป็นการใช้ฝีมือล้วน ๆ ดังนั้นรายได้ทั้งหมดที่ได้มา เรียกว่ากำไรเกือบ 100% ในการสักให้ลูกค้าแต่ละครั้ง ใช้เวลารวมโดยประมาณ คนละ 2 ชม.โดยเฉลี่ยแล้วสามารถให้บริการลูกค้าได้ประมาณ 3-4 คน ค่าบริการต่อ 1 คนก็ประมาร 3,000-5,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้สวยหรูอย่างมาก ๆ” สำหรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ สถาบัน ‘Lady Eyebrow’ ยังมีบริการเสริมหลังการสักคิ้วอีกด้วย สามารถกลับมาเติมสีได้ฟรี 1 ครั้ง
ท้าย นี้ อ.รัตน์ กล่าวฝากถึงผู้ที่กำลังมองหาอาชีพว่า “ปัจจุบันการลงทุนทำธุรกิจก็มีให้เลือกมากมาย และต้องยอมรับว่าในทุก ๆ ธุรกิจนักลงทุนก็ย่อมประสบกับความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับว่าจะเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อยเท่านั้นเอง แต่ธุรกิจด้านความสวยงาม อาจเป็นหนึ่งธุรกิจที่พบกับความเสี่ยงน้อยและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ไม่อิงกับสภาพเศรษฐกิจสักเท่าไหร่นัก เพราะเรื่องความสวยความงาม เป็นอะไรที่ยอมกันไม่ได้ สินค้าประเภทนี้จึงยังคงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคดุจดั่งสายน้ำต่อไป อาชีพการสักคิ้วก็เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจความงาน และนับเป็นอาชีพที่น่าสนใจสำหรับผู้มองหาอาชีพเช่นกัน”
ข้อมูลธุรกิจ:
ชื่อธุรกิจ: สถาบัน Lady Eyebrow
ประเภทธุรกิจ: สอนการสักคิ้วลายเส้น 3 มิติ สักปาก สักขอบตา
รูปแบบการลงทุน: สมัครเรียน 28,000 บาท พร้อมรับชุดสักมืออาชีพ ประกอบอาชีพได้ทันที
ระยะเวลาคืนทุน: ประมาณ 1 เดือน
ที่อยู่: ชั้น 2 อาคาร Mall Avenue ติดเดอะมอลล์บางกะปิ ตรงข้ามโลตัสบางกะปิ กทม.
โทร.: 0-2735-5870, 08-2859-9992, 08-6317-8880, 08-6365-6863
เว็บไซต์: www.ladyeyebrow.com

ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา “นายใบ้” ของแท้ต้นตำรับ

October 1st, 2011
ท้าลอง เส้นปลาแท้ ๆ พร้อมซด น้ำซุปรสเด็ด
ร้าน ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา “นายใบ้” ได้ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ตามแบบฉบับของเจ้าของร้านที่ทำอะไรก็ดูจะรวดเร็ว คล่องแคล่วไปเสียหมด กับการเปิดแฟรนไชส์เพื่อปั้นอาชีพให้กับ SMEs ต้องการเป็นนายตัวเอง ตำนานสูตรก๋วยเตี๋ยวและลูกชิ้นปลารสเด็ดร้านนี้ขอบอกว่า เสิร์ฟความอร่อยให้คนไทยมานานแล้วกว่า 50 ปี หากนึกถึงลูกชิ้นปลาต้องดิ่งรถมาที่ร้านนี้เท่านั้น เรื่องความอร่อยของลูกชิ้นปลา ได้คุณภาพ และหาตัวจับยากมากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

ลูกชิ้น ปลา “นายใบ้” นี้ผลิตขึ้นเองโดยคัดสรรวัตถุดิบจากแพปลาแหล่งใหญ่ในแม่กลอง โดยปลาที่นำมาผลิตเป็นลูกชิ้นแต่ละแบบทำจากปลาทะเลสด 4 ชนิด คือ ปลาดาบยาว, ปลาหางเหลือง, ปลาอินทรีย์, และปลากะพงแดง ที่จะให้รสชาตินุ่มอร่อยลงตัวที่สุดเมื่อนำมาทำลูกชิ้น ที่สำคัญคือวัตถุดิบสดใหม่จริง ๆ และไม่มีสารบอแร็กซ์ กำลังการผลิตลูกชิ้นปลาต่อวันประมาณ 300 กิโลกรัม เพียงพอต่อการขายหน้าร้านและจัดส่งให้กับลูกค้าทั่วไปในราคาปลีก 250 บาทต่อกิโลกรัม และราคาส่ง 140 บาทต่อกิโลกรัม
“เฮีย สุ” ทายาทตัวจริงเสียงจริงที่สืบสานตำนานก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานายใบ้ ที่ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์สูตรความอร่อยของลูกชิ้นปลาแป้งและสูตรน้ำซุป ก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดสมัยรุ่นพ่อบุกเบิก โดยประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยของธุรกิจแฟรนไชส์ในปัจจุบันเป็นอย่างดีด้วย การเปิดโอกาสให้ผู้สนใจร่วมลงทุนกับตำนานก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเพื่อต่อยอด ธุรกิจสร้างรายได้ภายใต้แฟรนไชส์ “ลูกชิ้นปลานายใบ้ (เฮียสุ) ของแท้ต้นตำรับ” ส่วนที่มาของฉายานายใบ้นั้น เฮียสุด เล่าว่าจากการที่คุณพ่อเป็นคนคุยเก่งและชอบช่วยเหลือคน แต่เมื่อพูดเร็ว ๆ ท่านจะเริ่มพูดติดอ่าง ลูกค้าเลยตั้งฉายาง่าย ๆ บ่งบอกถึงความอร่อยและมีเอกลักษณ์กันว่า นายใบ้ จากฉายานั้นก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับร้านนายใบ้โด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ กระทั่งคุณพ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งแต่ก็ได้ทิ้งมรดกอันล้ำค่า คือสูตรการทำน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวและลูกชิ้นปลาไว้ให้ลูก ๆ เพื่อสานต่อกิจการอันเป็นที่รัก
จาก ความอร่อยจนติดใจและอยากเปิดร้าน “เฮียสุ” ก็ไม่ทำให้ลูกค้าผิดหวัง สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนกับธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถเลือกลงทุนได้จาก 3 รูปแบบ งบการลงทุนได้แก่
1.ชุดใหญ่ ลงทุน 111,000 บาท
2.ชุดกลาง ลงทุน 95,000 บาท
3.ชุดเล็ก ลงทุน 55,000 บาท
ทุก รูปแบบการลงทุนได้รับเคาน์เตอร์ อุปกรณ์ครบชุด พร้อมถ่ายทอดการปรุงน้ำเย็นตาโฟและน้ำต้มยำรสเด็ดให้อย่างไม่ปิดบัง และการลงทุนสอนสูตรน้ำซุปเย็นตาโฟและต้มยำ ในราคา 40,000 บาท สำหรับ SMEs ที่เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่แล้ว ทั้งนี้ยังได้รับสิทธิ์การใช้ชื่อป้ายร้านได้อีกด้วย ปัจจุบันสาขาทั้งหมดมีประมาณ 20 สาขาแล้ว ในเวลาสั้น ๆ เพียง 2 ปี เท่านั้น ข่าวดีในเร็ว ๆ นี้ “เฮียสุ” จะเปิดตัวแฟรนไชส์น้องใหม่เพิ่มอีกคือ “แฟรนไชส์ลูกชิ้นกุ้งระเบิด” เซ็ทงบการลงทุนไว้ที่ 39,000 บาท ไม่ต้องห่วงเรื่องวัตถุดิบ เกรด A แน่นอนเพราะ เฮียสุ เน้นคุณภาพที่คู่ไปกับความอร่อย
สนใจติดต่อ: เลขที่ 31/62 ตรงข้าม ซ.ซินเขต 2/12 ถ.งามวงศ์วาน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. โทร. 0-2589-5841, 08-1580-5224

พิซซ่าทอดไฮโอ้ (Hio2)

October 1st, 2011
สร้างอาชีพและรายได้ก้อนโตเข้ากระเป๋า
พิซซ่าเป็นอาหารอิตาเลี่ยน ที่ทุกคนรู้จักดี แต่พอพูดถึงพิซซ่าทอด สำหรับคนไทยน่าจะยังไม่ค่อยคุ้นหูเท่าที่ควร และอาจจะเป็นสินค้าตัวใหม่ที่ยังไร้คู่แข่งอยู่ก็เป็นได้ คุณณัฐกฤตา ศิลาทอง เจ้าของธุรกิจ พิซซ่าทอดไฮโอ้ ที่เจ้าตัวการันตีว่าเป็นพิซซ่าทอดหนึ่งเดียวในไทย ที่ได้ไอเดียมาจากต่างประเทศ เป็นพิซซ่า Calzone คุณณัฐกฤดา จึงคิดค้นสูตรตามฉบับของตนเอง โดยไม่ทำรูปแบบอบ แต่ปรับปรุงใหม่เป็นการทอดแทน

 

“พิซซ่าเรามี 2 แบบ คือพิซซ่าพับ และพิซซ่าโรค สำหรับไส้พิซซ่าเรามีประมาณ 15 ไส้ มีทั้งไส้หวานและไส้คาว ไส้ที่ได้รับความนิยมมี สเต๊กหมู ผักโขมอบชีส ทูน่า แซลมอน ฯลฯ ส่วนไส้หวานก็จะมี สตอเบอรร์รี่ บลูเบอร์รี่ กล้วน จุดเด่นของพิซซ่าทอด คือเราเน้นไส้ที่เยอะ และไส้ทุกไส้รวมทั้งไส้หวานเราจะใส่ Mozzarella cheese ยิ่งทานตอนร้อน ๆ จะทำให้ตัวชีสเยิ้มน่ารับประทานมาก และเราจะไม่ใส่สารที่เป็นอันตราย ไม่มีสารกันบูด ส่วนสูตรแป้ง เราใช้แป้งพิซซ่าที่มีส่วนผสมหลักเป็นนมสดถึง 90% ทอดด้วยน้ำมันรำข้าวซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี อีกทั้งตัวเครื่องทำพิซซ่าก็นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อให้รูปลักษณ์และรสชาตินั้นออกมาเหมือนต่างประเทศด้วย”
สำหรับราคาพิซซ่าทอดนั้น ต้นทุนจะไม่เท่ากัน แต่การตั้งราคาปลีกจะเป็นราคากลางที่กำหนดไว้ เป็นราคาขายชิ้นละ 35 บาท 3 ชิ้น 100 บาท กำไรต่อชิ้นจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ละ 40% ในเรื่องของงบการลงทุน มีทั้งรูปแบบแฟรนไชส์ และตัวแทนจำหน่าย สำหรับแฟรนไชส์ลงทุนเริ่มต้นที่ 4,000 บาท จะป้าย 1 ป้าย พิซซ่า 50 ชิ้น และสอนการทอดให้ แต่ต้องหาอุปกรณ์การทอดเอง แต่ถ้าหากต้องการอุปกรณ์การทอด ก็มีแฟรนไชน์ที่ 12,000 บาท รวมถึงการประชาสัมพันธ์ทางสื่อ อาทิ นิตยสาร ทีวี ฯลฯ ส่วนพิซซ่าทอดนั้นผู้ประกอบการไม่ต้องไปนั่งทำให้เสียเวลา เพราะทางคุณณัฐกฤตา จะทำพิซซ่าให้เป็นชิ้น ๆ เลย เพียงแค่นำไปทอดให้สุกก็ขายได้ทันที หรืออีกงบการลงทุนที่มีคีออส์จะอยู่ที่ราคา 35,000 บาท แต่ถ้าต้องการเป็นคีออสก์ที่สามารถพับได้หรือกางออกมาก็เป็นโต๊ะที่สามารถนั่งรับประทานได้เลย ราคาอยู่ที่ 65,000 บาท
การจัดส่งจะให้ชำระเงินมาก่อนจะจัดส่งสินค้าภายใน 3-4 วัน ถ้าเป็นกรุงเทพส่งใน 1-2 วัน เราจะแนะนำเรื่องทำเลทั้งให้ว่ามีความเหมาะสมที่จะขายได้มากน้อยเพียงไหน เราก็จะคัดเลือกผู้ที่มีความสนใจจริง ๆ ด้วย และเราก็จะดูทำเลที่ตั้งให้ อย่างถ้าลูกค้าขายตลาดนี้แล้วมีคนจะขายตลาดเดียวกันเราก็จะไม่ให้ เพราะเขาจะไปตัดราคาหรือแย่งลูกค้ากันเอง เราก็ต้องเช็ค บางทีเราจะดูจากประสบการณ์ของลูกค้าเราที่ผ่าน ๆ มาด้วย ว่าทำเลตรงนี้ลูกค้าจะชอบไส้แบบนี้นะ ลูกค้าชอบไส้นี้ เป็นต้น”
คุณ ตุ๊ก ทิ้งท้ายไว้ว่า พิซซ่าทอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับคนไทย ซึ่งหมายถึง ไม่มีคู่แข่งเลย ดังนั้น หากผู้ใดสนใจต้องรีบมาสมัครเพราะ 1 อำเภอ รับแต่เพียง 1 แฟรนไชส์เท่านั้น หรือบางจังหวัดรับแค่เพียง 1-2 แฟรนไชส์เท่านั้น สำหรับตัวแทนจำหน่ายกรุงเทพตอนนี้มีที่หน้าวัดแม่นาค (อ่อนนุช ซ.7), ศูนย์ราชการ, มสธ, กรมป่าไม้, ส่วนต่างจังหวัดมีระยอง, เกาะสมุย, เกาะพะงัน, อุบลราชธานี,มหาสารคาม, ยโสธร และกาญจนบุรี

การขอจดทะเบียนผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

October 1st, 2011

อินเทอร์เน็ต ถือว่า เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารที่ล้ำยุคและนิยมใช้กันมากอยู่ในขณะนี้ กิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในโลกบน จอสี่เหลี่ยม จนมีคำเปรียบเปรยขึ้นว่า “มีอินเทอร์เน็ตก็เหมือนย่อโลกทั้งใบมาไว้ที่เดียวกัน” และด้วยเหตุผลนี้เอง จึงเกิดช่องทาง ของธุรกิจในโลกอินเทอร์เน็ตขึ้นมากมาย

อย่าง ไรก็ตาม ถึงแม้จะสามารถทำการติดต่อค้าขายได้อย่างอิสระและกว้างไกล สร้างให้เกิดรายได้ที่งดงาม มีความสะดวกสบาย มากขึ้นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือได้เช่นกัน เพราะไม่สามารถตรวจสอบ ควบคุมมาตรฐานสินค้า และการบริการ หรือข้อมูล หลักฐานของผู้ประกอบการพาณิชย์นั้นๆ ได้เลย

สำหรับ ในประเทศไทยก็เริ่มนิยมใช้อินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น ทั้งในแง่บันเทิง ธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์จึงได้จัดตั้งสำนักงาน ทะเบียนพาณิชย์ขึ้น เพื่อจัดทำระเบียนบุคคล เก็บรวมรวบสถิตตัวเลข และข้อมูลของผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) อัน จะเป็นประโยชน์ในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการทำธุรกรรมต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต และเป็นศูนย์กลาง ด้านข้อมูลพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ประกอบการด้านพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย

นอก จากนี้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มาจดทะเบียน ยังจะได้รับการส่งเสริมและพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เช่น ได้รับสิทธิพิเศษด้านการตลาด ด้าน E-Marketplace, ได้เผยแพร่ข่าวสารข้อมูล, ได้รับการส่งเสริมในการขอใช้เครื่องหมาย Trust mark และการจัดหัวข้อการอบรมสัมมนาตามที่กลุ่มผู้ประกอบการต้องการ

กระทรวง พาณิชย์ได้กำหนดให้ผู้ที่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่ประกอบ กิจการในเชิงพาณิชย์ที่มีลักษณะดังนี้

1. บุคคลที่มีเว็บไซต์เพื่อทำการซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยผ่านระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต เช่น การสั่งซื้อสินค้า การสมัครสมาชิก ที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย การดาวน์โหลดโปรแกรม บริการเกมออนไลน์ เว็บไซต์ที่รับจ้างโฆษณาสินค้าและบริการให้ผู้อื่น หรือธุรกิจอื่นๆ ที่ติดต่อซื้อขายผ่านทางเว็บไซต์

2. ให้บริการชั่วโมงอินเทอร์เน็ต

3. ให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย เช่น sanook.com, yahoo.com เป็นต้น

4. บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (E-Marketplace) เช่น thailand.com, softwarelink.co.th, pop.co.th

ข้อมูลสถิติจำนวน SMEs ในประเทศไทย

October 1st, 2011
วิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมาก็ได้สร้างความเสียหายให้กับนักธุรกิจมากมายทั้งรายใหญ่ รายเล็ก ซึ่ง ก็มีหลายหน่วนยงานที่ระดมความคิดเห็นและแนวทางแก้ไขมากมาย และเช่น ส่งเสริมการส่งออก เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว ต่างๆ มาตรการที่ได้กล่าวมานั้นยังได้รวมถึงข้อสรุปอีกประการหนึ่งของหลายๆฝ่าย นั่นคือ การสนับสนุน และส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่ง มีมากกว่า 90% ของจำนวนทั้งหมดในประเทศ ซึ่งประกอบด้วย กิจการการผลิต การค้า และธุรกิจบริการ มากกว่านั้น SMEs ยังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ดังเช่น

  1. ช่วยสร้างงาน
  2. สร้างมูลค่าเพิ่ม
  3. สร้างเงินตราต่างประเทศ
  4. ลดการนำเข้าสินค้าต่างประเทศ
  5. เป็นจุดเริ่มต้นในการประกอบการธุรกิจ
  6. เชื่อมโยงกับกิจกรรมขนาดใหญ่ และภาคการผลิตอื่นๆ
  7. เป็นแหล่งพัฒนาทักษะฝีมือ
  8. สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจ
SMEs (Small and Medium Enterprises) คือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีความหมายรวมถึง
อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) กิจการค้าส่งและค้าปลีก (Whole sale and Retail) และกิจการ
บริการ (Service)
ซึ่งเกณฑ์ในการจัดอุตสาหกรรม เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลาง หรือ เล็กนั้นมีหลายวิธี แต่โดยทั่วไปจะใช้ จำนวนคนงาน
(ขนาดการจ้างงาน) จำนวนเงินลงทุน มูลค่าทรัพย์สิน จำนวนยอดขาย หรือรายได้เป็นเกณฑ์ กิจการใดจะเข้าข่ายเป็น SMEs หรือไม่กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดเกณฑ์ดังนี้
สถานประกอบการ จำนวนคนงาน จำนวนเงินทุน
  • ขนาดเล็ก ไม่เกิน 50 คน ไม่เกิน 20 ล้าน
  • ขนาดกลาง ระหว่าง 50-200 คน ระหว่าง 20 ถึง 200 ล้าน
อย่างไรก็ตามธุรกิจ SMEs บ้านเราก็ยังมีปัญหาหลายประการ เช่น ด้านการตลาด ขาดแหล่งเงินทุน ด้านแรงงาน เทคโนโลยีการผลิต ขีดจำกัดด้านการบริหารและจัดการ ปัญหาด้านการส่งเสริมของรัฐและเอกชน ปัญหาด้านการให้บริการของรัฐ และการรับรู้ข่าวสารดังนั้นการให้ความสำคัญกับธุรกิจ SMEs จึงมีความสำคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะเป็นปัญหาพื้นฐานของภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่แท้จริงและเป็นอุตสาหกรรม สนับสนุนด้วย หรือ เมื่อธุรกิจ SMEsอยู่รอดและเติบโตได้ ภาคอุตฯการผลิตที่แทั้จริง (Real Sector) ก็จะอยู่รอดได้เช่นกันปัญหาของ SMEs ในประเทศไทย

ปัจจุบันกิจการประเภท SMEs ของไทย คิดเป็น 95 % ของธุรกิจทั้งหมด และมีการจ้างงานกว่า 50 % ของธุรกิจทั้งหมด SMEs จึงมีส่วนสำคัญต่อการสร้างงาน สร้างรายได้ และเป็นพื้นฐานในการพัฒนาธุรกิจขนาดใหญ่ต่อไป อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ SMEs ของไทย ก็ยังมีปัญหาหลายประการ ซึ่งพอจะสรุปได้ 8 ประการใหญ่

  1. การ ขาดซึ่งจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ (Lack of Entreprenuership) การเป็นผู้ประกอบการจะต้องมีคุณสมบัติหลายประเภท เช่น ความเป็นผู้นำ การกล้าได้กล้าเสีย ต้องเป็นนายของตัวเออง การรักความท้าทาย รักความเป็นอิสระ มีระเบียบวินัยในตัวเองสูง
  2. การจัดการและการบริหารไม่มี ประสิทธิภาพ ความสามารถในด้านการจัดการองค์กร การเงิน การบัญชี การตลาด บุคลากร ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของ SMEs
  3. การขาดบุคคลาการ หรือ ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจ SMEs มักจะเริ่มต้นจากความถนัดหรือความชำนาญเฉพาะด้านของผู้ประกอบการนั้นตั้งแต่ เริ่มก่อตั้งและดำเนินต่อไป จนกว่าจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง
  4. การขาดแรงงานทีมีฝีมือแรงงานที่มี ฝีมือ (Skilled Worker) คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพสินค้า ซึ่งพนักงานทีมีฝีมือจะต้องได้รับการฝึกฝน ดังนั้นฝู้ประกอบการรายใหม่จึงต้องสร้างและสงวนแรงงานเหล่านี้ให้ได้
  5. ต้นทุนการผลิตสูงการจัดการที่ไม่ดี การผลิตที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่มีการใช้เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจะทำให้ต้นทุนของสินค้าสูง ซึ่งนำไปสู่การเสียเปรียบในเชิงการค้ากับคู่แข่ง
  6. การแข่งขันสูงสภาพการเศรษฐกิจและแข่ง ขันในปัจจุบัน เป็นสาเหตุให้เกิดการแข่งขันกันสูงมากเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจของตนเอง ดังนั้นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เข้ามาในตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง จึงมีความยากลำบากในการดำเนิน ธุรกิจ
  7. ประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่ำการบริหาร จัดการการผลิตไม่เหมาะสม ทำให้เกิดสูญเสียในการผลิต ผลผลิตต่ำ ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งนำไปสู่สินค้าไม่มีคุณภาพและไม่สามารถแข่งขันได้
  8. ปัญหาของระบบราชการก็เป็นที่ทราบกันดี อยู่ทั่วไปว่า ปัญหาด้านเอกภาพและการประสานงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการส่งเสริมพัฒนา SMEs ก็ต้องมีความสำคัญด้วย ดังนั้นเมื่อเราได้ทราบปัญหาหลักของธุรกิจ SMEs แล้ว ก็จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา และนำไปสู่การพัฒนาต่อไปเถ้าแก่ใหม่สำหรับ SMEs
เถ้าแก่ ใหม่หรือผู้ประกอบการอิสระ หรือ เจ้าของกิจการรายใหม่ กำลังเป็นที่สนใจของทั้งภาครัฐและเอกชน โดยยอมรับกันว่า เถ้าแก่ใหม่นั้นจะเป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเถ้าแก่ใหม่จะเป็นผู้ที่มองเป็นโอกาสและช่องทางต่างๆแล้วสร้างธุรกิจ ของตนอย่างสร้างสรรค์ และจะเป็นผู้ที่เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสหรือจะมองในแง่ของ ” ช่วงภาวะแห่งอันตราย คือ โอกาส”
คุณสมบัติขั้นต่ำ 7 ประการสำหรับ เถ้าแก่ใหม่
  1. ต้องเป็นนักแสวงหาโอกาส
    ต้องมองเห็น ” โอกาส” แม้ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ โดอยมองเห็นโอกาสแล้วหยิบฉวยขึ้นได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่มองเห็นโอกาสแล้วไม่มีความสามารถหรือไม่กล้า นั่นถือว่า ” เสียของ “
  2. ต้องเป็นนักเสี่ยง
    ต้องกล้าเสี่ยงที่จะลุยเข้าไปเลย เพราะการที่จะเป็นเถ้าแก่นั่นคือ คุณจะมีโอกาสทั้งขาดทุน และกำไร นั้นคือสิ่งที่คุณจะได้รับ ความเป็นนักเสี่ยงนั้นไม่ใช่ทำแบบบ้าบินหรือไม่มีหลักการและเหตุผลเอาซะเลย
  3. ต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
    เป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับเถ้าแก่ใหม่ เพราะการที่จะเข้าไปแข่งขันกับเถ้าแก่เดิมหรือสินค้าที่มีอยู่ในตลาดนั้นจำ เป็น จะต้องมีความคิดใหม่ๆ และสร้างสรรค์ แต่ไม่ใช่เพ้อฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
  4. ต้องไม่ท้อถอยง่าย
    เถ้าแก่ใหม่จะต้องมี “ความอึด” โดยเฉพาะเริ่มแรกของการทำธุรกิจใหม่ๆ ความมุมานะไม่ย่อท้อความลำบาก และมุ่งมั่นที่จะให้ธุรกิจที่ตนสร้างนั้นประสบความสำเร็จ และหวังที่จะเก็บดอกออกผลในอนาคต
  5. ต้องใฝ่รู้เสมอ
    เถ้าแก่ใหม่จะต้องมีความตื่นตัว ใฝ่หาความรู้เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และปรับเปลี่ยนเข้ากับสถานการณ์ ต่างๆได้ดี และยังเป็นการปรับปรุงงานต่างๆด้วย
  6. ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
    โดยจะต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ว่าจะไปไหนและมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร คล้ายกับยิงธนูจะต้องเหนี่ยวยิงลูกธนูนั้นให้ถูกทิศทางและเป้าหมายนั่นเอง
  7. ต้องมีเครือข่ายที่ดี
    เถ้าแก่ใหม่มีเครือข่ายที่ดีจะหมายถึง มีคนชี้แนะ สนับสนุนมาก มีแหล่งข้อมูลมาก และรวมไปถึงเพื่อน หรือญาติพี่น้องที่จะช่วยเหลือ
โดย คุณสมบัติดังกล่าว ไม่ใช่คุณสมบัติที่จะต้องมีมาแต่กำเนิด เราทุกคนสามารถมีได้ และพัฒนาขึ้นมาได้แต่ต้องใช้เวลา นี่ไม่ใช่พรสววรค์ แต่เป็นพรแสวงที่ตัวคุณเองเท่านั้นที่จะแสวงหาสิ่งนั้นด้วยตัวคุณเอง ถ้าไม่เชื่อ คุณลองไปถามเถ้าแก่เก่าที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต แรงกดดันที่ทำให้ SMEs ต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ปัญหาของอุตสาหกรรมไทยที่ผ่านมามีหลายประการ เช่นด้านการผลิต การจัดการบริหาร
แหล่งเงินทุน การตลาด แรงงาน คุณภาพสินค้า และเทคโนโลยีเป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านั้นทำให้อุตสาหกรรมขาดความสามารถในการทำกำไร “แรงกดดัน 4 C ” เป็นแรงกดดันหลักที่ทำให้ ธุรกิจ SMEs เกิดการปรับตัวครั้งใหญ่
  1. Customer (ลูกค้า) โดยลูกค้ามีความต้องการที่หลากหลาย มีการเรียกร้องที่ไม่รู้จบ เนื่องจากเป็นตลาดของผู้ซื้อ มีสินค้าในตลาดมากมาย หรือเมื่อลูกค้าได้ยินสินค้าใหม่หรือมีสิ่งใหม่ที่ไม่ซ้ำซาก ซึ่งอาจรวามถึงราคาที่ดึงดูดใจด้วย ดังนั้น SMEs ต้องตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าให้ทันการณ์ โดยมีการวิเคราะห์ลูกค้าอยู่เสมอ
  2. Competition (การแข่งขัน) สภาพการแข่งขันในตลาดเสรีนอกจากจะเพิ่มทั้งจำนวนและขนาดแล้ว คู่แข่งจะมีทั้งสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสินค้าเหล่านั้นจะรวมไปถึง สินค้านำเข้า สินค้าหนีภาษี และ สินค้าที่ทุ่มตลาดด้วยการลดราคาเป็นต้น SMEs จึงต้องพยายามคิดเสมอว่า คู่แข่งของเราผลิตสินค้าที่ดีกว่า ถูกกว่า และให้บริการเร็วกว่า เพื่อที่เราจะได้มีการตื่นตัวและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง มากกว่านั้นเราจะต้องพยายามรักษาฐานลูกค้าเดิมและสร้างสรรค์ฐานลูกค้าใหม่ ด้วย
  3. Cost (ต้นทุน) การลดต้นทุนการผลิต (Cost Reduction) เป็นเรื่องที่ SMEs ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพราะหากต้นทุนการผลิตสูง ราคาขายของสินค้าหรือบริการก็จะสูงไปด้วยทำให้เสียความสามารถในการแข่งขัน และยังทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงไปด้วย อย่างไรก็ตามก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าเช่นเดียวกัน
  4. Crisis มีคำกล่าวว่า ” ยามศึกเรารบ ยามสงบเราฝึก” ซึ่งก็คือการที่เรามีการเตรียมความพร้อมไว้สำหรับเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่ได้ คาดการณ์ไว้ก่อน ซึ่งจะเป็นการป้องกันล่วงหน้า เราจะมีทางหนีทีไร่อย่างไร มากกว่านั้น ยังเป็นการปรับตัวและยืดหยุ่นตามวิกฤติเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดีและเร็วทัน ท่วงที ดังนั้น การที่มีจิตนึกในการจัดการ วิกฤติการณ์(Crisis Management) จะสอนเราให้เป็น”นักป้องกันและแก้ปัญหา” ไม่ใช่ “นักผจญเพลิง”
ดังนั้น SMEs จะต้องเปิดหูเปิดตาเพื่อให้ทันกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ จำนวนผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทยเป็น SMEs ประมาณ 99.5% ซึ่งมีประมาณ 2,000,000 ราย กลุ่มขับเคลื่อน GDP คือธุรกิจรายใหญ่มีประมาณ 2,000 ราย แต่ SMEs มีความเกี่ยวข้องกับคนมากกว่าซึ่งรองรับการจ้างงานประมาณ 70% การผลิตของ SMEs ส่วนใหญ่ขายในประเทศ 70% ส่งออก 30% ตลาดของ SMEs ส่วนใหญ่อยู่ภายในประเทศ

การเริ่มต้นธุรกิจ Franchise

October 1st, 2011

ก่อนที่เราจะมาทำธุรกิจของเราให้อยู่ในระบบแฟรนไชส์ นั้น ควรมาทำความเข้าใจก่อนว่า แฟรนไชส์นั้น หมายถึงอะไร

แฟรนไชส์ (Franchise)
- มีรากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศส คือ “Franchir” แปลว่า “สิทธิพิเศษ” “Franchise” แปลว่า สิทธิพิเศษที่บริษัทแม่มอบให้กับผู้ที่เข้าร่วมกิจการโดยสิทธิพิเศษนี้จะ ครอบคลุมระบบเกือบทั้งหมดเพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมกิจการนั้นสามารถทำธุรกิจ ได้แม้จะไม่มีประสบการณ์มาเลย
- “แฟรนไชส์” หมายถึงกลยุทธ์ทางธุรกิจหรือตลาดในการกระจายสินค้า หรือบริการสู่ผู้บริโภคโดยหน่วยธุรกิจซึ่งประสบความสำเร็จและต้องการขยายการ จำหน่ายสินค้า หรือบริการของตน (บริษัทแม่) โดยผ่านหน่วยค้าปลีก(บริษัทสมาชิก) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอิสระ และทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาหรือข้อตกลงร่วมกัน ภายใต้เครื่องหมายการค้าหรือบริการ เทคนิคการตลาดและอำนาจของบริษัทแม่ ในการควบคุมหน่วยธุรกิจนั้นเพื่อแลกกับการได้รับชำระค่าธรรมเนียม และค่ารอยัลตี้ (Royalty) จากบริษัทสมาชิกดังกล่าว

แฟรนไชส์ (Franchise)
หมายถึง ระบบธุรกิจที่ประกอบไปด้วยลักษณะสำคัญ 3 ประการคือ
- จะต้องมีเจ้าของสิทธิ์ (Franchisor) ถ่ายทอดวิทยาการ การทำธุรกิจทุกอย่างให้แก่ผู้รับสิทธิ์อย่างใกล้ชิด
- ผู้รับสิทธิ์ (Franchisee) จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ในการใช้ชื่อการค้าเป็นค่าธรรมเนียม เริ่มแรก (Franchise Fee)
- ผู้รับสิทธิ์จะต้องจ่ายค่าตอบแทน (Royalty Fee) อย่างต่อเนื่องตามสัดส่วนของผลการดำเนินงาน อาจจะเรียกเก็บเป็นเปอร์เซ็นต์ ต่อเดือนหรือต่อปีจากยอดขาย หรือบางทีก็อาจจะเก็บจากยอดสั่งซื้อสินค้า

ประเภทของระบบแฟรนไชส์
1. Product or Brand Franchise Wholesaler
เป็นระบบแฟรนไชส์ที่ให้สิทธิ เพื่อจัดจำหน่าย (ค้าส่ง) ผลิตภัณฑ์ของ Franchisor รวมถึงการให้สิทธิในการใช้เครื่องหมายทางการค้าของผู้ผลิต
2. Business Format Franchise Retailer
เป็นระบบแฟรนไชส์ที่ให้สิทธิ เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยมีการถ่ายทอดในวิธีการดำเนินธุรกิจแบบร้านมาตรฐาน (ค้าปลีก)
3. Conversion Franchise
คือการนำธุรกิจที่มีอยู่แล้วมาร่วมตัวกัน เพื่อสร้างเครือข่ายซึ่งจะช่วยในการต่อรองซึ่งจะให้ประโยชน์ร่วมกันในด้าน การโฆษณาที่ทำให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจรถเช่า บริษัททัวร์ ฯลฯ

ข้อดีของการซื้อแฟรนไชส์
-สิทธิเกี่ยวกับการถ่ายทอดระบบงาน กรรมวิธีการผลิตต่างๆ โดยจะได้รับคู่มือการปฏิบัติงานเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ได้รับสิทธิและความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ประโยชน์จากการจดทะเบียนการค้า ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า ความลับเกี่ยวกับกรรมวิธี และสูตรการผลิตต่างๆทางการค้า การขอเป็นสถานประกอบการทางด้านการศึกษา แฟรนไชซอร์จะเป็นผู้ขอให้กับแฟรนไชซี่ ซึ่งสะดวกกว่าการเข้าไปขอเปิดโรงเรียนด้วยตัวเอง
- “แฟรนไชส์ซี่” จะได้รับบริการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา การสนับสนุนและช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบจากแฟรนไชซอร์ตัวจริงเท่านั้น ที่จะทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์เกิดขึ้นในไทยเพราะคนที่ไม่เคยทำธุรกิจมองว่า“แฟรน ไชส์”ง่าย สะดวก และมีสูตรสำเร็จ แนวโน้มของธุรกิจแฟรนไชส์เริ่มเป็นที่นิยมในไทยเหมือนกับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ออสเตรเลีย มาเลเซีย และสิงคโปร์
- ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ แบรนด์ ที่ดีและเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งตรงนี้จะต้องมีความชัดเจน เนื่องจากการสร้างชื่อเสียง ภาพลักษณ์ แบรนด์ ไม่ได้สร้างโดยใช้เวลาแค่สองสามเดือน ดังนั้นถ้าแฟรนไชส์ซอร์ที่มีอายุการเปิดหรือประสบการณ์น้อย หมายความว่าชื่อเสียงหรือแบรนด์ของเขายังไม่แข็งแรงพอต้องระวัง
- สะดวกในการจัดอุปกรณ์ เครื่องจักร วัสดุสิ้นเปลืองได้ง่าย และได้สิทธิซื้อในราคาที่ต่ำกว่า เนื่องจากร้านแฟรนไชส์ทุกร้านจะต้องมีการตกแต่งในคอนเซ็ปท์เดียวกัน แฟรนไชซอร์จะเป็นผู้กำหนดว่าจะต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องจักร หรือวัสดุสิ้นเปลืองแบบไหน ซึ่งแฟรนไชซอร์สามารถซื้ออุปกรณ์ เครื่องจักร หรือวัสดุสิ้นเปลืองให้กับแฟรนไชซี่ได้ในราคาที่ถูกกว่าการที่แฟรนไชซี่จะ ซื้อเพื่อไปเปิดสาขาของตัวเอง
- ได้รับผลทางด้านกิจกรรมทางการตลาด โดยแฟรนไชซอร์ที่ดีจะต้องทำกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแบรนด์ และรักษาแบรนด์ พร้อมทั้งต้องช่วยในเรื่องของการเพิ่มยอดขายให้กับแฟรนไชซี่ด้วย เพราะฉะนั้นหากแฟรนไชซอร์ที่มีการส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งการทำ มาร์เก็ตติ้งฟรี และแอดเวอร์ไทซิ่งฟรี ระบบธุรกิจแฟรนไชส์จะเป็นระบบการดำเนินการที่ถูกกว่าการเริ่มต้นทำธุรกิจ ใหม่ด้วยตัวเอง
- การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ทั้งจำนวนเงินที่จะลงทุนเนื่องจากแฟรนไชส์ซอร์จะต้องมีการกำหนดจำนวนที่แน่ นอน ให้กับแฟรนไชซี่แล้ว นอกจากนี้ยังไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาหลักๆ เนื่องจากเป็นระบบที่มีเทคนิค ระบบการทำงาน กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แน่นอนอยู่แล้วรวมทั้งยังมีเรื่องของชื่อเสียงที่ ย่อมดีและเป็นที่ได้รับของลูกค้าอยู่แล้ว

ข้อเสียเปรียบของแฟรนไชส์
- ต้องสูญเสียอิสระภาพในการดำเนินธุรกิจ เพราะแนวคิดของการทำแฟรนไชส์คือการดำเนินธุรกิจตามวิธีที่ได้รับการพัฒนาจาก แฟรนไชซอร์ การดำเนินธุรกิจตามรูปแบบที่กำหนดไว้เท่านั้น
- ด้วยเหตุที่แฟรนไชซีเป็นเจ้าของกิจการ และเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง การปฏิบัติงานและตัดสินใจหลายๆเรื่อง จึงเป็นความรับผิดชอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยจุดนี้ที่ทำให้ผลเสียในด้านการสูญเสียการควบคุมโดยตรงเกิดขึ้นได้มาก หากระบบต่างๆ ของแฟรนไชส์ไม่ดีพอ หรือยากต่อการปฏิบัติ
- ค่าใช้จ่ายสูง แฟรนไชซีจำเป็นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายล่วงหน้าเพื่อการได้มาซื้อสิทธิในการ ประกอบกิจการ นอกจากนี้แฟรนไชซียังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น เงินลงทุนเพื่อตกแต่งร้านค้าและค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเป็นประจำสำหรับ บริการสนับสนุนที่ได้รับจากแฟรนไชส์ซอร์

ประโยชน์ของแฟรนไชส์
- การอาศัยชื่อ/ตราผลิตภัณฑ์
- การอาศัยความเชี่ยวชาญทางการตลาด
- การฝึกอบรมและสนับสนุนด้านการจัดการ
- คุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน
- ผลิตภัณฑ์และรูปแบบทางธุรกิจได้รับการพิสูจน์แล้ว
- การสนับสนุนทางการเงิน
- การคุ้มครองอาณาเขตดำเนินการ

การเลือกธุรกิจแฟรนไชส์
- ศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนว่าบริษัทประกอบธุรกิจประเภทใด ใคร เป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ ท้องที่ที่เราจะเปิดร้านนั้นธุรกิจนี้อิ่มตัวหรือยัง และธุรกิจนี้เหมาะสมกับ “เรา” หรือไม่
- บริษัทมีการขยายตัวและการบริหารงานอย่างไร ก่อตั้งมานานแค่ไหน สินค้ามีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่ ผลงานและการเงินของบริษัทเป็นอย่างไร มีระบบการบริหารงานและเป้าหมายในการพัฒนาธุรกิจอย่างไร ทีมผู้บริหารเก่งและมีประสบการณ์แค่ไหน
- สมาชิกในเครือแฟรนไชส์มีความก้าวหน้าอย่างไร ควรรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในเครือแฟรนไชส์หลาย ๆ ราย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประเมินธุรกิจและการตัดสินใจของตนเอง
- ความช่วยเหลือที่ได้รับจากบริษัทโดยเฉพาะในด้านบริหารและการดำเนินกิจการ ตลอดจนการชี้นำและเป็นที่ปรึกษาของสมาชิกใหม่ รวมถึงการช่วยสมาชิกในการขยายกิจการ
- ค่าใช้จ่ายที่บริษัทเรียกเก็บจากแฟรนไชส์ซี ระหว่างการเข้าร่วมแฟรนไชส์สมเหตุสมผลหรือไม่
- เนื้อหาของสัญญาและเงื่อนไขในการร่วมมือกัน ผู้ที่จะลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ควรทำความเข้าใจต่อเงื่อนไขที่บริษัทแม่เสนอ มา โดยศึกษาเนื้อหาของสัญญาว่ามีอะไรบ้าง รายละเอียดเป็นอย่างไร ต้องอ่านและทำความเข้าใจให้ชัดเจนทุกข้อ ซึ่งรายละเอียดแห่งความร่วมมือทุกประการ ควรระบุเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในหนังสือสัญญา

ขอบคุณบทความดี ๆ จาก : www.thaismefranchise.com