บรรดา ผู้ประกอบการในธุรกิจต่างๆของไทยต่างปรับเทรนด์รับภาวะโลกร้อน โดยการรุกขยายตลาดสีเขียว ทำให้ไทยเริ่มมีสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือสินค้าสีเขียว(Green Products) ออกสู่ตลาดมากขึ้น
สินค้าสีเขียวจะต้อง ประกอบไปด้วยการลดของเสีย(Reduce) หรือการใช้ซ้ำ (Reuse) หรือการนำมาปรับใช้ใหม่ (Recycle) หรือการปฏิเสธการใช้(Reject) ซึ่งขอบข่ายในการพิจารณาว่าเป็นสินค้าสีเขียวหรือไม่ มีแนวทางดังนี้
* เป็นสินค้าที่ผลิตให้พอดีกับความต้องการของผู้บริโภคโดยปราศจากความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย
* เป็นสินค้าที่ไม่ใช้สารพิษที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์
* เป็นสินค้าที่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์จากวัสดุเดิม หรือกรรมวิธีย่อยสลายแล้วดัดแปลงมาใช้ใหม่
* เป็น สินค้าที่อนุรักษ์พลังงานธรรมชาติ ผลิตแล้วต้องไม่เปลืองพลังงาน เริ่มตั้งแต่การผลิต การใช้ ไปถึงการสิ้นสภาพ กระบวนการผลิตจะไม่ทำให้เสียสินค้าโดยไม่จำเป็น หรือเมื่อผลิตออกมาเป็นสินค้าแล้วควรจะมีอายุการใช้งานนาน สามารถเพิ่มหรือเติมพลังงานเข้าไปใหม่ได้
* เป็นสินค้าที่ใช้ภาชนะหีบห่อน้อยที่สุด การออกแบบกล่อง หรือหีบห่อบรรจุต้องไม่ฟุ่มเฟือย
* กระบวนการผลิตสินค้าในโรงงานต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการนำทรัพยากรมาใช้ หรือทิ้งของเสียลงสู่ธรรมชาติ
* ห้าม ทารุณกรรมสัตว์ เช่น สุนัข แมว ลิง กระต่าย หนู เป็นต้น โดยการนำไปเป็นสัตว์ทดลองเพื่อวิจัยผลการผลิตสินค้า หรือทดสอบประสิทธิภาพของการใช้สินค้า
* ห้ามนำสัตว์สงวนพันธุ์มาผลิตเป็นสินค้าเด็ดขาด หรือมีการทำลายชีวิตสัตว์เหล่านั้นทางอ้อม
กระแส ของตลาดสีเขียวนั้นนับเป็นแนวความคิดความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งได้รับการตอบรับจากธุรกิจทุกประเภท อุตสาหกรรมดาวรุ่งรับเทรนด์โลกร้อนโดยใช้ตลาดสีเขียวเป็นแนวทางในการทำตลาด ได้แก่
สินค้าเกษตรอินทรีย์ แม้ ว่าราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์จะสูงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป แต่ความนิยมสินค้าเกษตรอินทรีย์ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดภายในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปี เพราะมีความเชื่อว่ามีความปลอดภัยสูง เป็นผลดีต่อสุขภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม และยังช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน
สำหรับตลาดส่ง ออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปี 2551 มีแนวโน้มเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5-10 โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10-20 ต่อปี ตลาดสำคัญได้แก่สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐฯ และเอเชีย สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่คาดว่าจะได้รับความนิยมในอนาคต คือ ข้าวที่ปลูกบนพื้นที่สูง ข้าวพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ผลไม้อินทรีย์ประเภทลำไย ลิ้นจี่ผลสดและแปรรูปในลักษณะผลไม้อบแห้งและน้ำผลไม้ ผักอินทรีย์ โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่ง ฯลฯ โดยกลุ่มลูกค้าหลักคือ สหภาพยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งผลิตไม่เพียงพอกับการใช้ในประเทศ และต้องหันมาพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มมากขึ้น
ธุรกิจรีไซเคิล ปัจจุบัน มีธุรกิจจำนวนมากที่หันมาจับธุรกิจจัดการของเสีย/ของเหลือใช้แปลงเป็น พลังงานทดแทน เช่น การรีไซเคิลของเหลือใช้ที่เป็นพลาสติกมาทำเป็นน้ำมันดีเซล ปัจจุบันยังทำได้ปริมาณไม่มากนักเพียงวันละ 5,000 ลิตรเท่านั้น คาดว่าปี 2552 จะเพิ่มอีกวันละ 20,000 ลิตร
คาดว่าในอนาคตราคาน้ำมันก็ จะยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น ก็จะมีผลทำให้เกิดธุรกิจจัดการของเสียให้แปลงเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงขยายตัว มากขึ้นตามมาด้วย นอกจากนี้ ธุรกิจการ จัดการของเสียและธุรกิจการนำเอาของเสียมาผ่านกระบวนการกลับมาใช้ใหม่หรือรี ไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เติบโตตามกระแสดังกล่าวด้วย อัตราการขยายตัวของธุรกิจเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10-15 ต่อปี
ธุรกิจผลิตพลังงานทดแทน ธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตโซล่าเซลล์ พลังงานลม โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าขยะ ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ ธุรกิจเหล่านี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญคือ ราคาน้ำมันที่ยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ ตาม ธุรกิจพลังงานทดแทนจากไบโอแก๊ส และไบโอแมส นับว่าได้รับความสนใจจากเจ้าของกิจการโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ มากที่สุด ถึงแม้ว่าจะใช้เงินลงทุนในด้านเครื่องจักรอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ก็ช่วยลดมลพิษ และความร้อนในอากาศ และสามารถนำไปสู่ธุรกิจซื้อขายคาร์บอนเครดิตกับประเทศพัฒนาแล้วได้ด้วย
ธุรกิจผลิตพลาสติกชีวภาพหรือไบโอพลาสติก พลาสติก สลายตัวได้ทางชีวภาพ เป็นวัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในความสนใจจากกระแสความต้องการของโลกด้าน การอนุรักษ์ ซึ่งพลาสติกชีวภาพนั้นส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ด้านวัตถุดิบที่ผลิตจากพืชที่สามารถปลูกขึ้นทดแทนได้ กระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานต่ำ จนถึงกระบวนการกำจัดที่สามารถย่อยสลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำได้ ด้วยจุลินทรีย์ในธรรมชาติภายหลังจากการใช้งาน ซึ่งพลาสติกชีวภาพจะมีคุณสมบัติในการใช้งานได้เทียบเท่าพลาสติกจากอุตสาหกร รมปิโตรเคมีบางชนิดได้
โดยในปัจจุบันสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น มีการตื่นตัวด้านพลาสติกชีวภาพอย่างมาก ทั้งด้านนโยบาย การวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรม และการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อเร่งรัดให้เกิดการทดแทนพลาสติกทั่วไปเป็นไปอย่าง รวดเร็ว และมีขั้นตอนที่ชี้ทิศทางอย่างชัดเจน โดยตลาดของพลาสติกชีวภาพได้มุ่งเน้นไปยังพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากเป็นการใช้งานที่ก่อให้เกิดขยะมากที่สุด หากสามารถเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นให้ผลิตจากพลาสติกชีวภาพจะทำให้ปริมาณ ขยะลดลง
สำหรับไทย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ด้านชีวมวล และมีวัตถุดิบที่มีศักยภาพในการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ข้าวโพด และอ้อย นอกจากนี้ ไทยยังมีอุตสาหกรรมรองรับในการพัฒนาพลาสติกชีวภาพ โดยพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมพลาสติก โดยผลิตภัณฑ์พลาสติกที่สำคัญของไทย ได้แก่ ถุงพลาสติก กระสอบพลาสติก และแผ่นฟิล์ม ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเป็นมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท จึงเป็นประเทศที่ถูกจับตามองว่าน่าจะมีโอกาสเป็นศูนย์กลางการผลิตพลาสติก ชีวภาพแห่งใหม่ของโลก
เครื่องใช้ไฟฟ้า…เน้นประหยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม ผู้ ประกอบการในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีแผนที่จะปรับกลยุทธ์การรุกขยายตลาด เครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยการปรับเทคโนโลยีการผลิตสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการประ หยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม โดยเน้นกลยุทธ์ส่งเสริมการขายว่าเป็นสินค้าที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน ได้แก่
o หลอดประหยัดไฟ เช่น โครงการรณรงค์ให้ลูกค้าเปลี่ยนจากหลอดไส้มาใช้หลอดประหยัดไฟแทน กระตุ้นความตื่นตัวในด้านการประหยัดพลังงาน และยังเป็นการปลูกฝังแนวคิด และบ่มเพาะนิสัยผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานในระยะ ยาว ประกอบกับหลายๆหน่วยงานออกมากระตุ้น และสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายอีกทางหนึ่งด้วย
o ถ่านชาร์จไฟและนำกลับมาใช้ใหม่ ถ่านที่สามารถชาร์จไฟและนำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 1,000 ครั้ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะช่วยลดขยะมลพิษและประหยัดค่าใช้จ่ายมาทำตลาด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดี
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทยอยเข้าสู่ตลาดอย่าง ต่อเนื่อง เช่น เครื่องซักผ้าที่สามารถบำบัดน้ำเสียและลดการใช้ผงซักฟอก เครื่องทำความเย็นที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซที่จะทำลายชั้นบรรยากาศ เครื่องฟอกอากาศที่ใช้ธรรมชาติในการกำจัดเชื้อไวรัสและเชื้อโรค เป็นต้น
โครงการอสังหาริมทรัพย์ใช้วัสดุประหยัดพลังงาน “วัสดุประหยัดพลังงาน” ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่น่าจะมีโอกาสเติบโตได้จากปัจจัยสนับสนุนคือ การออกหลักเกณฑ์และแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร ซึ่งจะบังคับใช้กับอาคารสร้างใหม่ที่มีขนาดตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป สาระสำคัญคือ การกำหนดค่าการถ่ายเทพลังงานความร้อนเข้าสู่อาคารแต่ละประเภท และกระแสโลกร้อนที่ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มตื่นตัว จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตจะเห็นผู้ผลิตวัสดุหันมาชูเรื่อง “ประหยัดพลังงาน” เป็นหนึ่งในจุดขายมากขึ้น
จากการประเมินแนวโน้มว่า ตราบใดที่ภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกยังสูงกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ประชาชนจะหันมาให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุประหยัดพลังงานมากขึ้น เช่น
o ตลาดสีทาอาคารเกรดพรีเมี่ยมที่ช่วยสะท้อนแสงจึงสามารถเพิ่มระดับความสว่างในห้องได้เป็น 2 เท่า ซึ่งหมายถึงการประหยัดพลังงานจากการลดใช้ไฟนีออนลง
o สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ บริษัทที่ผลิตสินค้าสุขภัณฑ์ปฏิวัติระบบการฟลัชน้ำใหม่ จากปัจจุบันการชำระล้างเบาจะใช้ปริมาณน้ำ 3.5 ลิตรต่อครั้ง และชำระล้างหนักใช้ปริมาณน้ำ 6 ลิตรต่อครั้ง ผู้ประกอบการปรับระบบการชำระล้างหนักให้ใช้น้ำลดลงร้อยละ 25 เหลือ 4.5 ลิตรต่อครั้ง ถือเป็นการปรับเปลี่ยนใหญ่ หลังจากที่หลายปีก่อนที่มีการออกแบบสุขภัณฑ์รุ่นประหยัดน้ำ 3.5 ลิตรออกสู่ตลาด และได้รับความนิยม
o ประตู-หน้าต่างรุ่นประหยัดพลังงาน เพื่อเจาะตลาดคอนโดมิเนียม ราคาไม่เกิน 2,000 บาทเศษต่อตารางเมตร ผู้ผลิตเน้นดีไซน์เรียบง่าย โดยลดความหนาของวงกบจากเดิม 9-10 เซนติเมตร เหลือ 8 เซนติเมตร เพื่อผลักดันตลาดไวนิลให้เติบโตขึ้น คุณสมบัติคือ เป็นฉนวนกันความร้อนได้ดีกว่าอะลูมิเนียม และไม่ติดไฟ
o บ้านจัดสรรและห้องชุดประหยัดพลังงาน การก่อสร้างให้ความสำคัญกับการจัดวางผัง ประโยชน์ใช้สอย และเลือกใช้วัสดุ เช่น การปลูกต้นไม้ทางด้านทิศตะวันตก การวางตำแหน่งห้องน้ำ ซึ่งมีความชื้นสูงไว้ตรงกับทิศทางแสงแดดส่องเข้าตัวบ้านเพื่อช่วยลดความร้อน หรือการเลือกวางตำแหน่งห้องที่ไม่ค่อยได้ใช้งานไว้ทางทิศตะวันตก ฯลฯ
สินค้าไอทีประหยัดพลังงาน ผู้ ประกอบการธุรกิจไอทียักษ์ใหญ่เกือบทุกราย ต่างให้ความสำคัญกับกระแสโลกร้อน โดยชูประเด็นในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่สำหรับสินค้าและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งนอกจากได้ภาพลักษณ์ขององค์กรที่มีส่วนร่วมในการลดปัญหาโลกร้อนแล้ว ยังเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้ลูกค้าที่ใช้สินค้าของบริษัทลดค่าใช้จ่ายในด้าน พลังงานด้วย
ธุรกิจกรีนสโตร์…ธุรกิจค้าปลีกเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในธุรกิจค้าปลีกสามารถนำแนวคิดธุรกิจสีเขียวมาใช้เพื่อแสดงว่าเป็นส่วนหนึ่ง ในการร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ประกอบการก็ได้รับอานิสงส์โดยสามารถลดการใช้พลังงานและประหยัดค่าใช้ จ่ายอีกด้วย เช่น เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน เนื่องจากร้านค้าปลีกประเภทคอนวีเนียนสโตร์มีการเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ต้องเปิดไฟ ตลอดทั้งวัน ดังนั้น การเปลี่ยนมาใช้หลอดประหยัดพลังงานจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าลงได้อย่างมาก เปลี่ยนจากน้ำมันดีเซลมาเป็นไบโอดีเซล(บี 5) กับรถขนส่งสินค้า เป็นต้น นอกจากนี้ ห้างสรรพสินค้าบางแห่งให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวด ล้อมอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะไม่ได้เรียกหรือระบุว่าเป็นกรีนมาร์เก็ตติ้งอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมโครงการถุงย่อยสลาย การรณรงค์ให้ส่วนลดสำหรับลูกค้าที่ใช้ถุงผ้ามาจับจ่ายโดยไม่รับถุงพลาสติก จากร้านค้า โครงการถังขยะแยกประเภท โครงการรณรงค์เพื่อการงดสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ หรือการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ธุรกิจกรีนโฮเต็ล ผู้ ประกอบการในธุรกิจโรงแรมบางรายเริ่มหันมาทุ่มงบประมาณในการปรับปรุงพื้นที่ ทั้งภายในและภายนอกโรงแรม ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดประหยัดพลังงาน ทั้งระบบน้ำที่ใช้การรีไซเคิลน้ำจากห้องพักไปใช้ในการรดน้ำต้นไม้ การลดใช้ภาชนะบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกในห้องพัก ใช้ถุงบรรจุเสื้อผ้าสำหรับซักรีด ลดการใช้กระดาษและใช้กระดาษรีไซเคิลหรือกระดาษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการการใช้อุปกรณ์ตกแต่งที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ผ้าม่าน พรม เป็นต้น การใช้พลังงานจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ การเพิ่มสัดส่วนอาหารที่ผลิตจากฟาร์มปลอดสารพิษ การใช้เตาอุ่นอาหารจากพลังงานถ่านหินแทนการใช้เตาไมโครเวฟ แนวโน้มเช่นนี้นับว่าเป็นแนวโน้มเช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศที่ ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมสูง โดยมีเป้าหมายที่การใช้เรื่องของสิ่งแวดล้อมมาเป็นจุดขายดึงดูดลูกค้าให้ เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แนวโน้มการทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต(E-commerce) มีการเติบโตมากขึ้น จาก 2 ปัจจัยหลักคือ ด้วยภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผนวกกับปัจจัยลบด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง ภาวะเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนชะลอตัว อันเป็นผลมาจากภาวะบีบรัดของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้บรรดาธุรกิจต่างๆต้องพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ ซึ่งการทำอีคอมเมิร์ซช่วยตอบโจทย์ในส่วนนี้ได้
ธุรกรรมอีคอม เมิร์ซในไทยมีแนวโน้มการเติบโตและอนาคตสดใสมาก โดย International Data Corporation (IDC) ประเมินมูลค่าซื้อขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตในไทยไว้ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะมีการเติบโตถึงร้อยละ 36.0 ในระหว่างปี 2550-2552 แม้ว่าไทยเป็นตลาดเกิดใหม่ แต่ก็มีความคึกคักในการทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นอันดับ 2 ของอีเบย์ รองจากฮ่องกง
จะเห็นได้ว่าบรรดาผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยต่าง ขานรับกับความตื่นตัวของบรรดาผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสินค้าสี เขียวที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน ทำให้มีการปรับทั้งเทคโนโลยีการผลิต การนำเสนอสินค้า และปรับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค คาดว่าในระยะต่อไปยังคงมีหลากหลายสินค้าและบริการทยอยออกสู่ตลาด เนื่องจากกระแสสินค้าสีเขียวนี้ยังคงเป็นกระแสหลักอีกหลายปี
ที่มา : K SME Care