Archive for the ‘ข่าว - ข่าวประชาสัมพันธ์’ Category

ไก่ย่างห้าดาวหั่นราคาสินค้า โหมแฟรนไชส์รับคนตกงาน

Monday, October 5th, 2009

ไก่ ย่างห้าดาว สบช่องคนงานตกงาน หลังวิกฤตปิดโรงงาน ทุ่ม 120 ล้านบาท สร้างแบรนด์ อัดฉีดตลาด รองรับ หวังขายแฟรนไชส์มากขึ้น ตั้งเป้าปีนี้ 450 ราย พร้อมหั่นราคาสินค้าขายลง 20% เพิ่มความถี่ในการซื้อ คาด สิ้นปีรายได้ 4,000 ล้านบาท โต 15%
นายสถิต สังขนฤบดี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผู้บริหาร ผู้ผลิตและจำหน่ายไก่ย่างห้าดาว เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทตั้งงบการตลาดและการสร้างแบรนด์ไว้ 120 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วที่ใช้ 100 ล้านบาท เพื่อทำการโปรโมตแบรนด์ เพื่อรองรับกับผู้ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ของไก่ย่างห้าดาวมาก ขึ้น ขณะเดียวกัน ก็จะโปรโมตและนำเสนอเมนูใหม่ๆ ออกมาต่อเนื่อง

เนื่องจากผลพวงจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา มีหลายอุตสาหกรรมที่ประกาศเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดภาวะตกงาน อีกทั้งกำลังซื้อที่ลดลงของผู้บริโภค จึงทำให้เป็นโอกาสของไกย่างห้าดาวที่จะขายแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น
ปัจจุบันไก่ย่างห้าดาวมีอาหารหลายรูปแบบทั้งไก่ทอด ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู แฮมเบอร์เกอร์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย อีกทั้งเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ที่สนใจได้เลือกลงทุนหลากหลายมากขึ้นด้วย แทนที่จะลงทุนขายแต่ก๋วยเตี๋ยวเท่านั้น โดยที่ลงทุนแบบนั้นต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่า 5 หมื่นบาท เมื่อเทียบกับไก่ย่างห้าดาวที่บริษัทจะให้ยืมอุปกรณ์ ตู้ย่าง ตู้ทอด รวมมูลค่ากว่า 2 แสนบาท ฟรีๆ ซึ่งเราเชื่อว่าตรงนี้เราจะดึงคนมาซื้อแฟรนไชส์ได้
โดยบริษัทตั้งเป้าหมายว่า ในปีนี้จะมีผู้ซื้อแฟรนไชส์ไก่ย่างห้าดาวประมาณ 450 ราย จากปัจจุบันที่มีร้านไก่ย่างห้าดาวกระจายอยู่ประมาณ 3,200 แห่งทั่วประเทศ ที่เป็นแฟรนไชส์ทั้งหมด และคาดว่า ภายในสิ้นปีนี้จะมีรายได้รวม 4,000 ล้านบาท หรือเติบโต 15% จากปีก่อนที่แล้วที่มีรายได้ 3,500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 20% จากปี 2550
ล่าสุด ได้จัดโปรโมชัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพระหว่างวันที่ 16 ม.ค.-28
ก.พ.จำหน่าย ไก่ย่างพริกไทยดำ จิ้มแจ่ว ขนาดครึ่งตัวราคา 55 บาท จากปรกติราคา 67 บาท หรือไก่ย่างรสต้นตำรับ ราคา 99 บาท ปกติราคา 109 บาท โดยเฉลี่ยแล้วลดลงประมาณ 20% เพื่อที่จะเพิ่มอัตราความถี่ในการซื้อของผู้บริโภค ซึ่งขณะนี้กลุ่มผู้บริโภคของไก่ย่างห้าดาวแบ่งเป็น ระดับบี 50% กลุ่มมีรายได้ระดับสูง 25% และรายได้ระดับซี 25%

ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงานในหลายอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤกติจน ถึงขั้นต้องปิดตัวลงไปหลายแห่ง ทำให้ผู้คนเกิดความไม่มั่นใจในสถานการณ์ดังกล่าว และหลายคนเริ่มอยู่ในภาวะว่างงาน จึงถือเป็นโอกาสที่ดีธุรกิจแฟรนไชส์ ไก่ย่างห้าดาวอีกครั้ง

“ในการดึงคนให้ที่ตกงาน หรือต้องการรายได้เสริมเข้ามาร่วมทำธุรกิจธุรกิจแฟรนไชส์ ไก่ย่างห้าดาว ซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบที่หลายหลายทั้งไก่ทอด ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู และแฮมเบอร์เกอร์ ให้เลือกได้หลายหลายตามความสนใจ ของผู้สนใจลงทุนในแต่ละพื้นที่ แทนที่จะลงทุนขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งใช้งบลงทุนสูงกว่า 4-5 หมื่นบาท ในขณะที่เราให้ยื่มอุปกรณ์ตู้ย่าง ตู้ทอด อุปกรณ์ต่างๆ คิดเป็นมูลค่า 2 แสนบาทฟรีๆ”
นายสถิต กล่าวและว่า จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้ปีนี้ได้เพิ่มงบการทำตลาดเป็น 120 ล้านบาท จากปีก่อนที่ใช้ 100 ล้านบาท เพื่อโปรโมตแบรนด์ให้กับผู้สนใจเข้ามาร่วมลงทุนพร้อมกับนำเสนอเมนูใหม่ให้ กับกลุ่มผู้บริโภค อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยในช่วงที่ผ่านมากลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายของไก่ย่าง 5 ดาว ได้ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่มีรายได้ระดับบี คิดเป็นสัดส่วน 50% ส่วนที่เหลือ 25% เป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง และอีก 25% เป็นกลุ่มที่มีรายได้ระดับ ซี

“เราจึงมั่นใจว่า ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจไก่ย่างห้าดาวไม่มากนัก เพราะฐานลูกค้ายังคงมีกำลังซื้ออยู่พอสมควร ขณะเดียวกัน คาดว่า จะมีกลุ่มที่สนใจเข้ามาซื้อแฟรนไชส์ไก่ย่างห้าดาว ไม่ต่ำกว่า 450 รายในปีนี้ จากปัจจุบันที่มีแฟรนไชส์อยู่ 3,200 แห่งทั่วประเทศ”
นายสถิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้ไก่ย่างห้าดาวได้จัดโปรโมชันพิเศษ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของผู้บริโภคในระหว่าง วันที่ 16 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันนี้ ซึ่งถือเป็นช่วงโลว์ซีซัน โดยจำหน่ายไก่ย่างพริกไทยดำ, จิ้มแจ๋วขนาดครึ่งตัวราคา 55 บาท จากปกติราคา 67 บาท หรือไก่ย่างรสต้นตำรับในราคาเพียง 99 บาท จากปกติ 109 บาท เฉลี่ยลดราคาลง 20% ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความถี่ในการบริโภคเพิ่มขึ้น ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี จำเป็นต้องจัดกิจกรรมออกมากระตุ้นยอดขายอย่างสม่ำเสมอ คาดว่า สิ้นปีจะมีรายได้ 4,000 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโต 15% จากปีก่อนที่มีรายได้ 3,500 บาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตจากปี 2550 ประมาณ 20%

Mesothelioma Lawyer
Visitor

ฉลอง Quarter 4 ปี 2551 ด้วย 4 ผู้ประกอบการรายใหม่

Monday, October 5th, 2009

เปิดแล้ว ! โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก ที่มีสาขามากที่สุดในประเทศ
ฉลอง Quarter 4 ปี 2551 ด้วย 4 ผู้ประกอบการรายใหม่ สมาร์ท อิงลิช สาขา อ.เมือง จ.เชียงราย ,
สมาร์ท อิงลิช สาขา อ.เมือง จ.อุทัยธานี , สมาร์ท อิงลิช สาขาหมู่บ้านพระปิ่น 5 และสมาร์ท อิงลิช สาขา อ.เมือง จ.พิษณุโลก

อีกหนึ่งความสำเร็จของ สมาร์ท อิงลิช แฟรนไชส์สอนภาษาอังกฤษเด็ก ที่มีสาขามากที่สุดในไทย

สำหรับ น้องๆที่อยากจะฟุดฟิดฟอไฟได้ไม่ต้องห่วงเรื่องที่เรียนอีกแล้วนะคะ เพราะตอนนี้สมาร์ท อิงลิชได้มาเปิดสาขาให้น้องๆเรียนและฝึกการพูดภาษาอังกฤษ รวมทั้งไวยากรณ์ ฟัง พูด อ่าน เขียน รูปแบบการเรียนก็สนุกสนาน เรียนจบคอร์สได้รับใบประกาศนียบัตร รวมทั้งมีการแลกของรางวัลด้วยคุณครูก็ใจดี สามารถเรียนได้ที่สาขาใกล้บ้านน้องๆได้เลยค่ะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Call Center 02-6139139-41

ฮาริสันดึงแฟรนไชส์เซ็นจูรี่ ทเวนตี้วัน ต่อยอดสู่เครือข่ายระดับโลก

Monday, October 5th, 2009

ฮา ริสันขยายเครือข่ายธุรกิจนายหน้า ซื้อ “เซ็นจูรี่ ทเวนตี้วัน” แฟรนไชส์บริการด้านอสังหาริมทรัพย์จากอเมริกาเปิดขายในไทย สร้างคอนเน็คชั่นเชื่อมโยงตลาดใน-นอกประเทศ

คีย์ซัคเซสของงานโบรกเกอร์หรือนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ คือ คอนเนคชั่นที่แข็งแกร่ง ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากตัวผู้บริหารของบริษัทของบริษัทเอง สำหรับฮาริสันในปีที่แล้วได้จับมือร่วมทุนกับนักธุรกิจที่เป็นโบรกเกอร์ใน มาเลเซีย จัดตั้งบริษัท ฮาริสัน พร็อพเพอร์ตี้ มาเลเซียขึ้น เพื่อรับงานบริหารการขายโครงการให้กับโครงการที่มาเลเซีย ซึ่งเครือข่ายทางการตลาดของฮาริสันที่มีอยู่แล้วในหลายประเทศจะเป็นตัวช่วย ให้การทำตลาดในต่างประเทศประสบความสำเร็จ โดยกิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน) มองว่าตลาดมาเลเซียยังเป็นโอกาสที่ดี ทั้งการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีมากมาย เป็นตลาดขนาดใหญ่ อยู่ใกล้ไทยและมีลักษณะตลาด ราคาขายใกล้เคียงกับประเทศไทย รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจของมาเลเซียยังดีอยู่ ทั้งนี้การได้ฐานลูกค้ามาเลเซียเพิ่มจากการตั้งบริษัทจะเป็นตัวช่วยในการ ต่อยอดเครือข่ายของบริษัทได้อีกทางหนึ่ง ทั้งการได้ฐานลูกค้ารายย่อย และกลุ่มนักลงทุนที่สนใจมาลงทุนในประเทศไทย
วิธีที่จะสร้างคอนเนคชั่นให้ กว้างขวางขึ้น ปัจจุบันก้าวขึ้นไปถึงระดับนานาชาติ โดยฮาริสันได้เซ็นสัญญาซื้อแฟรนไชส์ระบบการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จากอเมริกาชื่อ “เซ็นจูรี่ ทเวนตี้วัน (Century 21)” เป็นระยะเวลา 25 ปี ซึ่งแฟรนไชส์ดังกล่าวมีเครือข่ายกว่า 8,000 สาขาใน 80 ประเทศทั่วโลก เป็นแบรนด์ระดับโลกที่จะช่วยเสริมเครือข่ายการทำตลาดอสังหาริมทรัพย์ของฮาริสันให้กว้างขวางมากขึ้น

รูป แบบเบื้องต้นของแฟรนไชส์นี้ฮาริสันจะใช้คอนเน็คชั่นของตัวเองที่มีอยู่กว้าง ขวางเซ็นสัญญากับดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ทุกรายในการนำสินค้าบ้านมือสองไปเสนอ ขายผ่านเครือข่ายผู้ซื้อแฟรนไชส์นี้ที่มีกระจายอยู่ในหลายจังหวัด ซึ่งเป็นจุดต่างที่โบรกเกอร์รายย่อยอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับฐานลูกค้าของเซ็นจูรี่ ทเวนตี้วันในต่างประเทศได้

และสิ่งที่ฮาริสันจะได้จากผู้ซื้อแฟรนไชส์ คือ ได้สต็อกสินค้าหลากหลายประเภทในการนำเสนอนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินในเมืองท่องเที่ยว รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาด ซึ่งได้มาจากการเชื่อมโยงเครือข่ายกับผู้ที่อยู่ในท้องถิ่นเป็นผู้ไปหามาให้ นั่นเอง มีการจัดเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ

เน้นการเจาะลูกค้ากลุ่มนักลงทุน ซึ่งจะช่วยทำให้ขายสินค้าได้มูลค่าสูงมากขึ้น ทำให้ในอนาคตงานด้านรีเซลของฮาริสันจะถูกโอนมาที่เซ็นจูรี่ ทเวนตี้วันทั้งหมด

แฟรนไชส์ใหม่นี้ตั้งเป้าว่าจะขยายให้ได้ 50 สาขาในปีแรก และสร้างแบรนด์เซ็นจูรี่ ทเวนตี้วันให้ติดตลาดในปีที่ 2 และ เปิดครบ 100 สาขาในปีที่ 3 โดยฮาริสันจะลงทุนประมาณ 40 ล้านบาทถือหุ้นในบริษัทนี้ 50% และเปิดขายหุ้นให้แก่บุคคลภายนอกด้วย

ธุรกิจดาวรุ่งรับเทรนด์ภาวะโลกร้อน รุกตลาดสีเขียว

Monday, October 5th, 2009

บรรดา ผู้ประกอบการในธุรกิจต่างๆของไทยต่างปรับเทรนด์รับภาวะโลกร้อน โดยการรุกขยายตลาดสีเขียว ทำให้ไทยเริ่มมีสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือสินค้าสีเขียว(Green Products) ออกสู่ตลาดมากขึ้น
สินค้าสีเขียวจะต้อง ประกอบไปด้วยการลดของเสีย(Reduce) หรือการใช้ซ้ำ (Reuse) หรือการนำมาปรับใช้ใหม่ (Recycle) หรือการปฏิเสธการใช้(Reject) ซึ่งขอบข่ายในการพิจารณาว่าเป็นสินค้าสีเขียวหรือไม่ มีแนวทางดังนี้

* เป็นสินค้าที่ผลิตให้พอดีกับความต้องการของผู้บริโภคโดยปราศจากความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย
* เป็นสินค้าที่ไม่ใช้สารพิษที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์
* เป็นสินค้าที่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์จากวัสดุเดิม หรือกรรมวิธีย่อยสลายแล้วดัดแปลงมาใช้ใหม่
* เป็น สินค้าที่อนุรักษ์พลังงานธรรมชาติ ผลิตแล้วต้องไม่เปลืองพลังงาน เริ่มตั้งแต่การผลิต การใช้ ไปถึงการสิ้นสภาพ กระบวนการผลิตจะไม่ทำให้เสียสินค้าโดยไม่จำเป็น หรือเมื่อผลิตออกมาเป็นสินค้าแล้วควรจะมีอายุการใช้งานนาน สามารถเพิ่มหรือเติมพลังงานเข้าไปใหม่ได้
* เป็นสินค้าที่ใช้ภาชนะหีบห่อน้อยที่สุด การออกแบบกล่อง หรือหีบห่อบรรจุต้องไม่ฟุ่มเฟือย
* กระบวนการผลิตสินค้าในโรงงานต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการนำทรัพยากรมาใช้ หรือทิ้งของเสียลงสู่ธรรมชาติ
* ห้าม ทารุณกรรมสัตว์ เช่น สุนัข แมว ลิง กระต่าย หนู เป็นต้น โดยการนำไปเป็นสัตว์ทดลองเพื่อวิจัยผลการผลิตสินค้า หรือทดสอบประสิทธิภาพของการใช้สินค้า
* ห้ามนำสัตว์สงวนพันธุ์มาผลิตเป็นสินค้าเด็ดขาด หรือมีการทำลายชีวิตสัตว์เหล่านั้นทางอ้อม

กระแส ของตลาดสีเขียวนั้นนับเป็นแนวความคิดความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งได้รับการตอบรับจากธุรกิจทุกประเภท อุตสาหกรรมดาวรุ่งรับเทรนด์โลกร้อนโดยใช้ตลาดสีเขียวเป็นแนวทางในการทำตลาด ได้แก่

สินค้าเกษตรอินทรีย์ แม้ ว่าราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์จะสูงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป แต่ความนิยมสินค้าเกษตรอินทรีย์ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดภายในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปี เพราะมีความเชื่อว่ามีความปลอดภัยสูง เป็นผลดีต่อสุขภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม และยังช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน

สำหรับตลาดส่ง ออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปี 2551 มีแนวโน้มเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5-10 โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10-20 ต่อปี ตลาดสำคัญได้แก่สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐฯ และเอเชีย สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่คาดว่าจะได้รับความนิยมในอนาคต คือ ข้าวที่ปลูกบนพื้นที่สูง ข้าวพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ  ผลไม้อินทรีย์ประเภทลำไย ลิ้นจี่ผลสดและแปรรูปในลักษณะผลไม้อบแห้งและน้ำผลไม้ ผักอินทรีย์ โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่ง ฯลฯ โดยกลุ่มลูกค้าหลักคือ สหภาพยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งผลิตไม่เพียงพอกับการใช้ในประเทศ และต้องหันมาพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มมากขึ้น

ธุรกิจรีไซเคิล ปัจจุบัน มีธุรกิจจำนวนมากที่หันมาจับธุรกิจจัดการของเสีย/ของเหลือใช้แปลงเป็น พลังงานทดแทน เช่น การรีไซเคิลของเหลือใช้ที่เป็นพลาสติกมาทำเป็นน้ำมันดีเซล ปัจจุบันยังทำได้ปริมาณไม่มากนักเพียงวันละ 5,000 ลิตรเท่านั้น คาดว่าปี 2552 จะเพิ่มอีกวันละ 20,000 ลิตร

คาดว่าในอนาคตราคาน้ำมันก็ จะยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น ก็จะมีผลทำให้เกิดธุรกิจจัดการของเสียให้แปลงเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงขยายตัว มากขึ้นตามมาด้วย นอกจากนี้ ธุรกิจการ จัดการของเสียและธุรกิจการนำเอาของเสียมาผ่านกระบวนการกลับมาใช้ใหม่หรือรี ไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เติบโตตามกระแสดังกล่าวด้วย อัตราการขยายตัวของธุรกิจเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10-15 ต่อปี

ธุรกิจผลิตพลังงานทดแทน ธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตโซล่าเซลล์ พลังงานลม โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าขยะ ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ ธุรกิจเหล่านี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญคือ ราคาน้ำมันที่ยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ ตาม ธุรกิจพลังงานทดแทนจากไบโอแก๊ส และไบโอแมส นับว่าได้รับความสนใจจากเจ้าของกิจการโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ มากที่สุด ถึงแม้ว่าจะใช้เงินลงทุนในด้านเครื่องจักรอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ก็ช่วยลดมลพิษ และความร้อนในอากาศ และสามารถนำไปสู่ธุรกิจซื้อขายคาร์บอนเครดิตกับประเทศพัฒนาแล้วได้ด้วย

ธุรกิจผลิตพลาสติกชีวภาพหรือไบโอพลาสติก พลาสติก สลายตัวได้ทางชีวภาพ  เป็นวัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในความสนใจจากกระแสความต้องการของโลกด้าน การอนุรักษ์ ซึ่งพลาสติกชีวภาพนั้นส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ด้านวัตถุดิบที่ผลิตจากพืชที่สามารถปลูกขึ้นทดแทนได้ กระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานต่ำ จนถึงกระบวนการกำจัดที่สามารถย่อยสลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำได้ ด้วยจุลินทรีย์ในธรรมชาติภายหลังจากการใช้งาน ซึ่งพลาสติกชีวภาพจะมีคุณสมบัติในการใช้งานได้เทียบเท่าพลาสติกจากอุตสาหกร รมปิโตรเคมีบางชนิดได้

โดยในปัจจุบันสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น มีการตื่นตัวด้านพลาสติกชีวภาพอย่างมาก ทั้งด้านนโยบาย การวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรม และการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อเร่งรัดให้เกิดการทดแทนพลาสติกทั่วไปเป็นไปอย่าง รวดเร็ว และมีขั้นตอนที่ชี้ทิศทางอย่างชัดเจน โดยตลาดของพลาสติกชีวภาพได้มุ่งเน้นไปยังพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากเป็นการใช้งานที่ก่อให้เกิดขยะมากที่สุด หากสามารถเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นให้ผลิตจากพลาสติกชีวภาพจะทำให้ปริมาณ ขยะลดลง

สำหรับไทย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ด้านชีวมวล และมีวัตถุดิบที่มีศักยภาพในการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ข้าวโพด และอ้อย นอกจากนี้ ไทยยังมีอุตสาหกรรมรองรับในการพัฒนาพลาสติกชีวภาพ โดยพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมพลาสติก โดยผลิตภัณฑ์พลาสติกที่สำคัญของไทย ได้แก่ ถุงพลาสติก กระสอบพลาสติก และแผ่นฟิล์ม ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเป็นมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท จึงเป็นประเทศที่ถูกจับตามองว่าน่าจะมีโอกาสเป็นศูนย์กลางการผลิตพลาสติก ชีวภาพแห่งใหม่ของโลก

เครื่องใช้ไฟฟ้า…เน้นประหยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม ผู้ ประกอบการในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีแผนที่จะปรับกลยุทธ์การรุกขยายตลาด เครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยการปรับเทคโนโลยีการผลิตสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการประ หยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม โดยเน้นกลยุทธ์ส่งเสริมการขายว่าเป็นสินค้าที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน ได้แก่

o หลอดประหยัดไฟ  เช่น โครงการรณรงค์ให้ลูกค้าเปลี่ยนจากหลอดไส้มาใช้หลอดประหยัดไฟแทน กระตุ้นความตื่นตัวในด้านการประหยัดพลังงาน และยังเป็นการปลูกฝังแนวคิด และบ่มเพาะนิสัยผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานในระยะ ยาว  ประกอบกับหลายๆหน่วยงานออกมากระตุ้น และสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายอีกทางหนึ่งด้วย
o ถ่านชาร์จไฟและนำกลับมาใช้ใหม่ ถ่านที่สามารถชาร์จไฟและนำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 1,000 ครั้ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะช่วยลดขยะมลพิษและประหยัดค่าใช้จ่ายมาทำตลาด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดี

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทยอยเข้าสู่ตลาดอย่าง ต่อเนื่อง เช่น เครื่องซักผ้าที่สามารถบำบัดน้ำเสียและลดการใช้ผงซักฟอก เครื่องทำความเย็นที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซที่จะทำลายชั้นบรรยากาศ เครื่องฟอกอากาศที่ใช้ธรรมชาติในการกำจัดเชื้อไวรัสและเชื้อโรค เป็นต้น
โครงการอสังหาริมทรัพย์ใช้วัสดุประหยัดพลังงาน “วัสดุประหยัดพลังงาน” ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่น่าจะมีโอกาสเติบโตได้จากปัจจัยสนับสนุนคือ การออกหลักเกณฑ์และแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร ซึ่งจะบังคับใช้กับอาคารสร้างใหม่ที่มีขนาดตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป สาระสำคัญคือ การกำหนดค่าการถ่ายเทพลังงานความร้อนเข้าสู่อาคารแต่ละประเภท และกระแสโลกร้อนที่ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มตื่นตัว จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตจะเห็นผู้ผลิตวัสดุหันมาชูเรื่อง “ประหยัดพลังงาน” เป็นหนึ่งในจุดขายมากขึ้น

จากการประเมินแนวโน้มว่า ตราบใดที่ภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกยังสูงกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ประชาชนจะหันมาให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุประหยัดพลังงานมากขึ้น  เช่น

o ตลาดสีทาอาคารเกรดพรีเมี่ยมที่ช่วยสะท้อนแสงจึงสามารถเพิ่มระดับความสว่างในห้องได้เป็น 2 เท่า ซึ่งหมายถึงการประหยัดพลังงานจากการลดใช้ไฟนีออนลง
o สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ บริษัทที่ผลิตสินค้าสุขภัณฑ์ปฏิวัติระบบการฟลัชน้ำใหม่ จากปัจจุบันการชำระล้างเบาจะใช้ปริมาณน้ำ 3.5 ลิตรต่อครั้ง และชำระล้างหนักใช้ปริมาณน้ำ 6 ลิตรต่อครั้ง ผู้ประกอบการปรับระบบการชำระล้างหนักให้ใช้น้ำลดลงร้อยละ 25 เหลือ 4.5 ลิตรต่อครั้ง ถือเป็นการปรับเปลี่ยนใหญ่ หลังจากที่หลายปีก่อนที่มีการออกแบบสุขภัณฑ์รุ่นประหยัดน้ำ 3.5 ลิตรออกสู่ตลาด และได้รับความนิยม
o ประตู-หน้าต่างรุ่นประหยัดพลังงาน เพื่อเจาะตลาดคอนโดมิเนียม ราคาไม่เกิน 2,000 บาทเศษต่อตารางเมตร ผู้ผลิตเน้นดีไซน์เรียบง่าย โดยลดความหนาของวงกบจากเดิม 9-10 เซนติเมตร เหลือ 8 เซนติเมตร เพื่อผลักดันตลาดไวนิลให้เติบโตขึ้น คุณสมบัติคือ เป็นฉนวนกันความร้อนได้ดีกว่าอะลูมิเนียม และไม่ติดไฟ
o บ้านจัดสรรและห้องชุดประหยัดพลังงาน การก่อสร้างให้ความสำคัญกับการจัดวางผัง ประโยชน์ใช้สอย และเลือกใช้วัสดุ เช่น การปลูกต้นไม้ทางด้านทิศตะวันตก การวางตำแหน่งห้องน้ำ ซึ่งมีความชื้นสูงไว้ตรงกับทิศทางแสงแดดส่องเข้าตัวบ้านเพื่อช่วยลดความร้อน หรือการเลือกวางตำแหน่งห้องที่ไม่ค่อยได้ใช้งานไว้ทางทิศตะวันตก ฯลฯ

สินค้าไอทีประหยัดพลังงาน ผู้ ประกอบการธุรกิจไอทียักษ์ใหญ่เกือบทุกราย ต่างให้ความสำคัญกับกระแสโลกร้อน โดยชูประเด็นในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่สำหรับสินค้าและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งนอกจากได้ภาพลักษณ์ขององค์กรที่มีส่วนร่วมในการลดปัญหาโลกร้อนแล้ว ยังเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้ลูกค้าที่ใช้สินค้าของบริษัทลดค่าใช้จ่ายในด้าน พลังงานด้วย

ธุรกิจกรีนสโตร์…ธุรกิจค้าปลีกเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในธุรกิจค้าปลีกสามารถนำแนวคิดธุรกิจสีเขียวมาใช้เพื่อแสดงว่าเป็นส่วนหนึ่ง ในการร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ประกอบการก็ได้รับอานิสงส์โดยสามารถลดการใช้พลังงานและประหยัดค่าใช้ จ่ายอีกด้วย เช่น เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน เนื่องจากร้านค้าปลีกประเภทคอนวีเนียนสโตร์มีการเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ต้องเปิดไฟ ตลอดทั้งวัน ดังนั้น การเปลี่ยนมาใช้หลอดประหยัดพลังงานจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าลงได้อย่างมาก เปลี่ยนจากน้ำมันดีเซลมาเป็นไบโอดีเซล(บี 5) กับรถขนส่งสินค้า เป็นต้น นอกจากนี้ ห้างสรรพสินค้าบางแห่งให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวด ล้อมอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะไม่ได้เรียกหรือระบุว่าเป็นกรีนมาร์เก็ตติ้งอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมโครงการถุงย่อยสลาย การรณรงค์ให้ส่วนลดสำหรับลูกค้าที่ใช้ถุงผ้ามาจับจ่ายโดยไม่รับถุงพลาสติก จากร้านค้า โครงการถังขยะแยกประเภท โครงการรณรงค์เพื่อการงดสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ หรือการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ธุรกิจกรีนโฮเต็ล ผู้ ประกอบการในธุรกิจโรงแรมบางรายเริ่มหันมาทุ่มงบประมาณในการปรับปรุงพื้นที่ ทั้งภายในและภายนอกโรงแรม ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดประหยัดพลังงาน ทั้งระบบน้ำที่ใช้การรีไซเคิลน้ำจากห้องพักไปใช้ในการรดน้ำต้นไม้ การลดใช้ภาชนะบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกในห้องพัก ใช้ถุงบรรจุเสื้อผ้าสำหรับซักรีด ลดการใช้กระดาษและใช้กระดาษรีไซเคิลหรือกระดาษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการการใช้อุปกรณ์ตกแต่งที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ผ้าม่าน พรม เป็นต้น การใช้พลังงานจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ การเพิ่มสัดส่วนอาหารที่ผลิตจากฟาร์มปลอดสารพิษ การใช้เตาอุ่นอาหารจากพลังงานถ่านหินแทนการใช้เตาไมโครเวฟ แนวโน้มเช่นนี้นับว่าเป็นแนวโน้มเช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศที่ ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมสูง โดยมีเป้าหมายที่การใช้เรื่องของสิ่งแวดล้อมมาเป็นจุดขายดึงดูดลูกค้าให้ เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แนวโน้มการทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต(E-commerce) มีการเติบโตมากขึ้น จาก 2 ปัจจัยหลักคือ ด้วยภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผนวกกับปัจจัยลบด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง ภาวะเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนชะลอตัว อันเป็นผลมาจากภาวะบีบรัดของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้บรรดาธุรกิจต่างๆต้องพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ ซึ่งการทำอีคอมเมิร์ซช่วยตอบโจทย์ในส่วนนี้ได้

ธุรกรรมอีคอม เมิร์ซในไทยมีแนวโน้มการเติบโตและอนาคตสดใสมาก โดย International Data Corporation (IDC) ประเมินมูลค่าซื้อขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตในไทยไว้ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะมีการเติบโตถึงร้อยละ 36.0 ในระหว่างปี 2550-2552 แม้ว่าไทยเป็นตลาดเกิดใหม่ แต่ก็มีความคึกคักในการทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นอันดับ 2 ของอีเบย์ รองจากฮ่องกง

จะเห็นได้ว่าบรรดาผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยต่าง ขานรับกับความตื่นตัวของบรรดาผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสินค้าสี เขียวที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน ทำให้มีการปรับทั้งเทคโนโลยีการผลิต การนำเสนอสินค้า และปรับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค คาดว่าในระยะต่อไปยังคงมีหลากหลายสินค้าและบริการทยอยออกสู่ตลาด เนื่องจากกระแสสินค้าสีเขียวนี้ยังคงเป็นกระแสหลักอีกหลายปี

ที่มา : K SME Care

แนวโน้มธุรกิจเอสเอ็มอีปี 2552

Monday, October 5th, 2009

ธุรกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ ประเทศไทยมาช้านานแล้ว โดยในปี 2552 ที่กำลังจะมาถึงนี้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะชะลอตัวลง จากปีที่ผ่านมา ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ลง โดยมีค่ากลางกรณีพื้นฐาน (Base Case) ที่ร้อยละ 3.5
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ ประเทศไทยมาช้านานแล้ว โดยในปี 2552 ที่กำลังจะมาถึงนี้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะชะลอตัวลง จากปีที่ผ่านมา ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยลง โดยมีค่ากลางกรณีพื้นฐาน (Base Case) ที่ร้อยละ 3.5 ขณะที่ในกรณีเลวร้าย (Worst Case) จะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.5 จากประมาณการเดิมที่ร้อยละ 4 – 5 ขณะที่นักวิเคราะห์จากหลากหลายสถาบันต่างคาดการณ์กันว่าอัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2552 จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 – 4 ซึ่งการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่จะชะลอตัวลงอย่างสอดคล้องกันของ บรรดานักวิเคราะห์จากหลากหลายสถาบันนี้ เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าแนวโน้มการดำเนินธุรกิจของบรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน ปี 2552 จะต้องเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น โดยกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดเป็นกลุ่มที่น่ากังวลมากที่สุด เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่สูง และอาจมีปัญหาการขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ที่จะมีความระมัดระวังในการ พิจารณาสินเชื่อมากยิ่งขึ้น ซึ่งการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในปี 2552 จะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่

* เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยใน ปี 2552 ที่กำลังจะมาถึง การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง จนถึงเข้าสู่ภาวะถดถอยในบางประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้คาดการณ์ว่าจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยอาจมีอัตราการเติบโตที่ติดลบ ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาใหม่ เช่น จีน อินเดีย จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง สอดคล้องกับการคาดการณ์ของโออีซีดีที่มองว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลก กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงนี้จะส่งผลกระทบมายังประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรายได้หลักจากการส่งออกสินค้า ไปยังประเทศที่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจได้รับผลกระทบที่ค่อนข้าง ชัดเจนจากการลดคำสั่งซื้อที่จะเกิดขึ้นในปี 2552

ตารางแสดงการคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ
ประเทศ

2551

2552
โลก

3.7

2.2
สหรัฐอเมริกา

1.4

-0.7
สหภาพยุโรป

1.2

-0.5
ญี่ปุ่น

0.5

-0.2
อังกฤษ

0.8

-1.3
รัสเซีย

6.8

3.5
จีน

9.7

8.5
อินเดีย

7.8

6.3
กลุ่ม ASEAN-5

5.4

4.2
กลุ่ม Asian NIEs

3.9

2.1

ที่มา : IMF, พฤศจิกายน 2551
* ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ สถานการณ์ ทางการเมืองภายในประเทศไทยที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และปัญหาทางด้านเสถียรภาพในการบริหารประเทศ รวมถึงการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจที่มักขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศที่ยืดเยื้อมานานก็เป็น อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุน ภายในประเทศ การผลิตสินค้าและบริการ รวมถึงการบริโภคสินค้าและบริการที่จำหน่ายภายในประเทศให้ลดต่ำลง จึงอาจส่งผลกระทบให้การผลิต การลงทุน และการบริโภคภายในประเทศในปี 2552 อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปี 2551 ที่ผ่านมา
* ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูง น้ำมัน ถือเป็นต้นทุนการประกอบธุรกิจที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ของบรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แม้ว่าในช่วงปลายปี 2551 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จำหน่ายภายในประเทศจะลดลงมากกว่า 50 % เมื่อเทียบกับช่วงเดือนกรกฎาคม 2551 แล้วก็ตาม แต่หากพิจารณาราคาน้ำมันในช่วงปี 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าราคามีความผันผวนที่สูงมาก โดยราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงในช่วงครึ่งปีแรก และลดต่ำลงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้น ราคาน้ำมันในปี 2552 ก็อาจจะยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนในระดับที่สูงอยู่ ซึ่งหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งก็จะสร้างภาระต้นทุนให้แก่ผู้ ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
* การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินมีความระมัดระวังมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจลดต่ำลง บรรดาสถาบันการเงินจึงจำเป็นต้องเพิ่มระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบ และอนุมัติสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต ดังนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการใช้แหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน จึงอาจกระทำได้ยากลำบากขึ้น
* การแข่งขันทางการค้าที่รุนแรง เนื่องจากปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ ในปี 2552 มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก และภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ขณะที่ผู้ประกอบการก็ยังคงจำเป็นที่จะต้องเสนอขายสินค้าและบริการเพื่อความ อยู่รอดทางธุรกิจ  การใช้กลยุทธ์ต่างๆ ทั้งลดราคาสินค้า การแจกหรือแถมสินค้าสมนาคุณ การเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครับรู้ผลิตภัณฑ์ หรือการขยายช่องทางการเข้าถึงสินค้าให้มากขึ้นเพื่อช่วงชิงลูกค้าซึ่งมี กำลังซื้อไม่สูงมากนักจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยคาดว่าการแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้าในปี 2552 จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ทำการประเมินปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยระหว่างปี 2551 – 2552 และวิเคราะห์ในส่วนของรายได้ การส่งออก ผลิตภาพทุน ผลิตภาพแรงงาน ผลตอบแทนจากการประกอบการ และสัดส่วนของรายได้ที่ไม่มีการเติบโตในแต่ละประเภทธุรกิจ โดยสามารถจัดแบ่งอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีภาวะเสี่ยงภัยที่แตกต่างกันได้เป็น 4 ระดับ ดังรายละเอียดแสดงในตารางต่อไปนี้

ตารางสรุปปัจจัยเสี่ยง และอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรระมัดระวังในแต่ละระดับ

ที่มา: SAW, สสว, 2 กันยายน 2551

ทั้ง นี้ ด้วยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งจากสถานการณ์เศรษฐกิจ และการเมืองภายในประเทศ รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศที่จะส่งผ่านมายังประเทศไทย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจึงจำเป็นที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ อาจเกิดขึ้นในปี 2552 เพื่อรักษาผลประกอบการให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยอาจดำเนินการตามแนวทางดังต่อไปนี้

* วิเคราะห์ และบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นสิ่งที่บรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรศึกษา วิเคราะห์ และแก้ไขเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากจะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถพิจารณาปรับปรุงแก้ไข และบริหารจัดการต้นทุนของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแนวทางการปรับปรุงต้นทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถกระทำได้ในหลาก หลายลักษณะ ได้แก่

+ การตัดลดต้นทุนที่ ไม่จำเป็นออก เพื่อให้เกิดการใช้ต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การนำระบบบริหารจัดการ Logistic ที่มีประสิทธิภาพครบวงจรมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง ลดปริมาณของเสีย และลดงานที่ผิดพลาดลง เป็นต้น
+ การปรับปรุงเครื่องจักรเก่า เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างไม่จำเป็นภายในกระบวนการผลิต เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าพลังงานที่ใช้ต่อหน่วยการผลิตที่สูงเกินปกติ เป็นต้น
+ การ ประยุกต์ใช้พลังงานทางเลือกใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ โดยพิจารณาถึงความพร้อมทั้งทางบุคลากร เทคโนโลยี การเงิน เสถียรภาพของพลังงานที่จะได้รับ ผลตอบแทนจากการลงทุน และแผนธุรกิจสำหรับการเปลี่ยนแปลง เช่น การพิจารณาเลือกใช้เตาอบพลังงานแสงอาทิตย์แทนเตาอบไฟฟ้า หรือเตาอบพลังงานก๊าซหุงต้ม เป็นต้น
* การสร้างตราสินค้าเป็นของตนเอง เพื่อให้บรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะ จากที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่มักจะรับจ้างผลิตสินค้า ซึ่งได้รับผลตอบแทนไม่มากนักและไม่ยั่งยืน ให้กลายมาเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายเอง ด้วยตราสินค้าของตนเอง ซึ่งหากตราสินค้าของผู้ประกอบการรายใดเป็นที่ยอมรับมากขึ้น จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง และผลตอบแทนที่ได้รับจะมีความยั่งยืนมากกว่าเพียงการรับจ้างผลิตสินค้า
* พัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้โดดเด่น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยควรที่จะเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าของตนเอง สร้างความแตกต่างจากสินค้าของคู่แข่งอย่างชัดเจน ทั้งในตัวสินค้า และบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น อันจะช่วยให้สามารถจูงใจ และกระตุ้นความต้องการซื้อสินค้าของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศให้เพิ่มมาก ขึ้น
* นำเทคโนโลยี E-Commerce มาใช้ เนื่องจากเทคโนโลยีทางด้าน E-Commerce ช่วยทำให้เจ้าของกิจการสามารถลดต้นทุนในการตั้งหน้าร้านไปได้มาก สร้างความสะดวกในการบริหารจัดการสินค้า สามารถขยายเวลาการทำตลาดได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถทำการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่นับวันจะใช้อินเทอร์เน็ตกัน มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งตลาด E-Commerce ในประเทศไทยยังคงมีมูลค่าการซื้อขายที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่ระบบ E-Commerce ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา(ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมูลค่าการซื้อขายสินค้าผ่านระบบ E-Commerce ประมาณ 3 แสนล้านบาท ขณะที่สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 4 ล้านล้านบาท) ซึ่งระบบ E-Commerce ในประเทศไทยจึงถือได้ว่ายังคงมีช่องทางการขยายตัวได้อีกมาก ดังนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจึงควรเร่งประยุกต์ใช้ระบบ E-Commerce กับธุรกิจให้มากขึ้น
* การพัฒนาบุคลากร ถือ เป็นอีกสิ่งสำคัญที่บรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมักมองข้ามไป ซึ่งหลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจเองทุกอย่างได้ดี แต่ขาดซึ่งการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายใน หรือขาดการสร้างทัศนคติในการทำงานที่ดีให้กับพนักงาน ทำให้การดำเนินธุรกิจต้องประสบปัญหาในช่วงเวลาที่เจ้าของธุรกิจไม่สามารถควบ คุมการดำเนินธุรกิจได้อย่างใกล้ชิด
* เสาะหา และขยายตลาดใหม่เพิ่มเติม ในภาวะที่กลุ่มลูกค้าหลักของผู้ประกอบการเริ่มชะลอกำลังซื้อลง การเสาะหาตลาดใหม่ๆเพิ่มเติม ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษาและเพิ่มผลประกอบการของธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งนี้ ตลาดใหม่ที่ผู้ประกอบการเลือกเข้าไปเปิดตลาดควรเป็นประเทศที่ยังคงมีกำลัง ซื้อที่สูง และสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพในการแข่งขันที่มากพอ เช่น การเข้าไปทำตลาดสินค้ากลุ่มอาหารฮาลาลในประเทศมุสลิม หรือการเข้าไปทำตลาดในประเทศรัสเซีย โดยผู้ประกอบการควรหาพาร์ตเนอร์ในประเทศเหล่านั้นให้เป็นผู้ทำตลาดให้แทน หรืออาจเข้าไปออกงานแสดงสินค้าเฉพาะกลุ่มสินค้าเป้าหมายในประเทศนั้นๆ ซึ่งจะช่วยทำให้สินค้าสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มาก และประหยัดต้นทุนในการเข้าไปทำตลาดอย่างไร้จุดหมาย

ปัจจัยเสี่ยง
2551 - 2552

เขตเฝ้าระวังพิเศษ (D)

เขตเฝ้าระวัง (C)

เขตปกติ (B)

เขตเติบโต (A)
-  ต้นทุน    -  เครื่องใช้ไฟฟ้า    -  รีไซเคิล    -  เหล็กโลหะและผลิตภัณฑ์    -  การบิน
-  ดอกเบี้ย    -  การต่อเรื่อซ่อมเรือ    -  น้ำมันพืช และไขมันจากสัตว์    -  เครื่องจักรกล    -  สิ่งพิมพ์
-  สถานการณ์ทางการเมือง    -  สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม    -  อาหารกึ่งสำเร็จรูปประเภทเส้น    -  อิเล็คทรอนิกส์    -  นมและผลิตภัณฑ์
-  พฤติกรรมการบริโภคของภาคครัวเรือน    -  ผลิตภัณฑ์หนัง    -  การก่อสร้าง    -  เครื่องมือเฉพาะด้าน    -  ไปรษณีย์และโทรคมนาคม
-  นโยบายของภาครัฐต่อการกำหนดหน่วยงาน
รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง    -  ผลิตภัณฑ์พลาสติก    -  Logistic    -  ยานยนต์ชิ้นส่วนและอุปกรณ์    -  บริการทางการเงิน
-  การแข่งขันที่รุนแรง    -  แก้วและเซรามิค    -  บริการคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์    -  เยื่อกระดาษ กระดาษและผลิตภัณฑ์    -  บริการวิจัยและพัฒนา
-  ปัญหาโลกร้อน    -  แร่อโลหะใช้ในการก่อสร้าง    -  บริการสุขภาพและอนามัย    -  เคมีภัณฑ์    -  บริการที่ปรึกษา
-  ปัญหาการกีดกันทางการค้า    -  เฟอร์นิเจอร์         -  อาหารแปรรูปเนื้อสัตว์    -  การศึกษา
-  ภัยธรรมชาติ    -  อัญมณีและเครื่องประดับ         -  น้ำตาลและผลิตภัณฑ์ฯ
-  เครื่องสันทนาการ         -  เครื่องดื่ม
-  ผลิตภัณฑ์จากไม้         -  ยา สมุนไพรและ เวชภัณฑ์
-  ผลิตภัณฑ์ยาง         -  พลังงาน
-  แปรรูปสัตว์น้ำ         -  บริการท่องเที่ยว
-  แปรรูปผักผลไม้         -  บริการอสังหาริมทรัพย์
-  ธัญพืช
-  ขนมอบกรอบ
-  โรงแรมและภัตตาคาร
-  ให้เช่าสินทรัพย์
-  อำนวยการ
-  วัฒนธรรม บันเทิง กีฬา
-  บริการเสริมสร้างสุขภาพ สปา และสังคม

ที่มา : K SME Care

ปีหน้าแฟรนไชส์รายเล็กส่อเจ๊ง 50%

Monday, October 5th, 2009

เนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง จะมีเฉพาะรายใหญ่เท่านั้นที่ขยายตัว ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมแฟรนไชส์ปีหน้าเติบโตได้ 10% จากมูลค่าตลาดแฟรนไชส์ปัจจุบัน 7-8 หมื่นล้านบาท
นายณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ นายกสมาคมธุรกิจแฟรนไชส์และเอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า ในปี 2552 ธุรกิจแฟรนไชส์รายย่อย (เอสเอ็มอี) มีแนวโน้มจะปิดกิจการมากถึง 50% จากธุรกิจแฟรนไชส์ที่ มีทั้งหมด 200-300 ราย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง จะมีเฉพาะรายใหญ่เท่านั้นที่ขยายตัว ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมแฟรนไชส์ปีหน้าเติบโตได้ 10% จากมูลค่าตลาดแฟรนไชส์ปัจจุบัน 7-8 หมื่นล้านบาท

“แม้ ปีหน้าธุรกิจแฟรนไชส์จะยังเติบโต 10% แต่ก็เป็นส่วนที่เกิดจากรายใหญ่ เท่านั้น ซึ่งมีสัดส่วน 10% จากผู้ประกอบการแฟรนไชส์ทั้งหมด โดยภาพรวม ปีหน้าความขัดแย้งระหว่างผู้ซื้อแฟรนไชส์ (แฟรนไชซี) และผู้ขาย (แฟรนไชซอร์) เพราะผู้ซื้ออาจได้กำไรจากการลงทุนธุรกิจไม่เป็นดังที่คาดหวัง ทำให้มีการยกเลิก หรือผู้ซื้อรายใหม่ระมัดระวังไม่กล้าเข้ามาลงทุน” นายณรัตน์ไชย กล่าว
นอกจากนี้ มีแนวโน้มที่ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยจะประสบปัญหาลำบาก หากไม่สร้างมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับ เพราะจะถูกต่างชาติเข้ามาตีตลาด โดยอาศัยชื่อเสียงของธุรกิจบริการไทย เช่น ร้านอาหารไทย สปาไทย มาทำเป็นระบบแฟรนไชส์ขายแข่งกับผู้ประกอบการไทย ภายหลังที่ไทยและประเทศในอาเซียนจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรี บรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เตรียมที่จะใช้ไทยเป็นฐานลงทุนระบบแฟรนไชส์เพื่อขยายตลาดในอาเซียน

ด้านนายพีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์สากล คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า ปี หน้าในส่วนของธุรกิจแฟรนไชส์รายย่อยเสี่ยงที่จะปิดตัว หรือหยุดการขายแฟรนไชส์ 44.8% หรือประมาณ 226 ราย จากธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีทั้งหมดในประเทศ 505 ราย

สาเหตุ ของความเสี่ยงเกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของแฟรนไชส์รายย่อย เพราะส่วนใหญ่ขาดระบบวางแผนที่ดี เช่น ไม่เก็บค่าธรรมเนียมลงทุนแฟรนไชส์ (รอยัลตีฟี) ทำให้ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนในการทำกิจการ ประกอบกับ ผู้ลงทุนแฟรนไชส์มีความคาดหวังสูงกับ ผลกำไรที่กลับมา จากการวิจัยพบว่า ผู้ลงทุนแฟรนไชส์คาดหวังที่จะได้กำไรจากการลงทุนต่อเดือนสูงถึง 6 หมื่นบาท หรือต้องมีรายได้ราว 2.8 แสนบาทต่อเดือน

นายพีระพงษ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายย่อยควรจะต้องเร่งปรับตัวเพื่อไม่ให้เกิดการปิดกิจการ ด้วยการวางกลยุทธ์ธุรกิจให้ชัดเจน สร้างจุดเด่นให้กับสินค้า ควบคุม ค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ไม่แข่งขันกันลดราคา และต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายเดือน เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการบริหารแฟรนไชส์เหมือนที่รายใหญ่ทำ

อ้างอิงจาก โพสต์ทูเดย์

จิบกาแฟถ้วยโปรดพร้อมลุ้นที่พักฟรี

Monday, October 5th, 2009

คอฟฟี่ เวิลด์ จับมือ โรงแรม ibis Erawan ให้ลูกค้าได้ลุ้นห้องพักฟรี พร้อมมอบสิทธิพิเศษอื่นๆอีกมากมาย
เพียง อิ่มอร่อยกับเครื่องดื่มและอาหารคุณภาพที่ร้านคอฟฟี่ เวิลด์ ครบ 120 บาท มีสิทธิ์ร่วมลุ้นห้องพักฟรีที่โรงแรม ibis Erawan ที่ภูเก็ต พัทยา สมุย และกรุงเทพ และอีกหลากหลายรางวัลพิเศษ

ร่วมลุ้นความสนุกได้ แล้ววันนี้ ที่ คอฟฟี่ เวิลด์ ทุกสาขา (ยกเว้นสาขา สนามบินสุวรรณภูมิ, เซ็นทรัล แอร์พอร์ต เชียงใหม่, เดอะ มอลล์ โคราช,โลตัส ลพบุรี และ อยุธยา พาร์ค) ตั้งแต่ ธันวาคม นี้ จนถึง มกราคม ศกหน้า

รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.gfacorp.com หรือ www.ibishotel.com

‘เนสท์เล่’ สานฝันคนอยากเปิดร้านไอศกรีมของตัวเอง

Monday, October 5th, 2009

มอบ เงื่อนไขลงทุนสุดหมูแค่ 5,000 บาท เริ่มธุรกิจได้ทันที ระบุเงื่อนไขต้องรับไอศกรีมของเนสท์เล่เท่านั้น ล่อใจกำไรจากยอดขายมากกว่า 50% ชี้อนาคตสดใส เจาะตลาดลูกค้าระดับกลาง แจงเป้าหมายบริษัทหวังสร้างแบรนด์สู่เจ้าตลาดไอศกรีมตัก
โอลิเวียร์ จาคูโบวิซ ผู้จัดการฝ่ายฟู้ดเซอร์วิส บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ร้านไอศกรีมเป็นหนึ่งในธุรกิจที่หลายคนใฝ่ฝัน บริษัทเนสท์เล่จึงเปิดโอกาสให้ผู้อยากทำธุรกิจนี้ เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ ด้วยเงินลงทุนเบื้องต้นแค่ 5,000 บาท โดยไม่มีค่าใช้จ่ายๆ อื่น ไม่ว่าจะเป็นค่าแรกเข้า หรือค่าแฟรนไชส์

ทั้ง นี้ เงินลงทุน 5,000 บาทดังกล่าว จะได้รับอุปกรณ์เริ่มธุรกิจ ประกอบด้วย ไอศกรีม 12 กล่อง ช้อนตัก 1 คัน แก้วซันเดย์ 6 ใบ แก้วบานาน่า 6 ใบ แก้วไอศกรีม 6 ใบ และท๊อปปิ้ง 3 ขวด

สำหรับรูปแบบการร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ ผู้สนใจต้องมีสถานที่เหมาะสมมาเสนอ ซึ่งควรเป็นห้องขนาดกว้างและยาวที่สามารถจัดวางโต๊ะได้ 4-6 ชุด โดยตั้งอยู่ในย่านชุมชน ตลอดจนมีทัศนคติที่ดีต่อการทำร้านไอศกรีม

เมื่อผ่านการคัดเลือกแล้ว เจ้าของร้านจะได้รับสิทธิ์ฝึกอบรมการทำธุรกิจร้านไอศกรีมครบวงจร เช่น การบริหารร้าน การจัดแต่งเมนูไอศกรีม การดูแลความสะอาดภายในร้าน เป็นต้น มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตลอดอายุการทำธุรกิจร่วมกัน รวมถึงให้ยืมตู้แช่ไอศกรีม และช่วยออกแบบตกแต่งร้าน เพื่อเริ่มต้นธุรกิจได้ทันที

ทั้งนี้ มีข้อกำหนดสำคัญว่า ต้องรับวัตถุดิบไอศกรีมจากบริษัทเนสท์เล่แห่งเดียวเท่านั้น และมียอดสั่งไอศกรีมไม่ต่ำกว่า 2,500 บาทต่อเดือน ส่วนอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ท็อปปิ้ง กระดาษห่อโคน เวเฟอร์โคนฯลฯ ไม่บังคับให้สั่ง แต่จะแนะนำบริการของบริษัทที่จะเตรียมไว้ให้ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด
สำหรับ ไอศกรีมมี 16 รสชาติ สามารถนำมาทำได้กว่า 50 เมนู ส่วนราคาไอศกรีมขายปลีกต่อถ้วยจะอยู่ที่ 20-60 บาท (แล้วแต่ทำเลของร้าน) ซึ่งกำไรที่เจ้าของร้านได้ คือ มากกว่า 50% จากต้นทุน ช่วยให้คืนทุนได้ในเวลารวดเร็ว

ผู้จัดการฝ่ายฟู้ดเซอร์วิส กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวได้เริ่มมาแล้วประมาณ 1 ปี ขณะนี้มีร้านที่เป็นพันธมิตรกว่า 1,000 แห่ง อยู่ในกรุงเทพฯ 300 แห่ง และต่างจังหวัดอีก 700 แห่ง อัตราประสบความสำเร็จกว่า 80% ตัวอย่างเช่น ร้านย่านโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี หรือที่ จ.กำแพงเพชร ยอดสั่งไอศกรีมประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน ทำกำไรหลังหักค่าจ่ายให้เจ้าของร้านมากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน

ส่วนอัตราร้านที่ล้มเหลวประมาณ 20% เกิดจากสาเหตุเรื่องทำเลไม่เหมาะสม และเจ้าของร้านขาดความใส่ใจ อย่างไรก็ตาม หากร้านที่ยอดไม่เป็นไปตามคาด บริษัทจะส่งทีมงานไปช่วยแนะนำ เพื่อให้ธุรกิจก้าวต่อไปได้ อีกทั้ง มีสายตรงเนสท์เล่ 0-2657-8625 คอยรับแจ้งปัญหา และเข้าช่วยเหลือได้ตลอดเวลา
โอ ลิเวียร์ ระบุว่า ธุรกิจร้านไอศกรีมลักษณะนี้มีโอกาสในอนาคตสูง เนื่องจากปัจจุบันร้านไอศกรีมส่วนใหญ่จะเน้นตลาดบน ขายในราคาแพง ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ส่วนร้านไอศกรีมที่มีเมนูรสชาติอร่อย บรรยากาศน่านั่ง และราคาไม่สูงจนเกินไป จับกลุ่มคนระดับกลาง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังไม่มีผู้ผลิตรายใดเน้นอย่างจริงจัง จึงถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง

นอกจากนั้น ปัจจุบัน มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านเบเกอรี่เกิดใหม่จำนวนมาก ซึ่งสามารถนำธุรกิจไอศกรีมไปรวมอยู่ด้วยกันได้ ซึ่งจะเกื้อหนุนเพิ่มรายได้และจุดเด่นให้แก่ร้าน

ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทเนสท์เล่ที่ลงมาเจาะตลาดร้านไอศกรีมระดับกลาง นอกจากจะช่วยเปิดโอกาสสร้างธุรกิจให้ผู้สนใจแล้ว ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์แก่แบรนด์เนสท์เล่ เป็นที่จดจำในฐานะผู้นำไอศกรีมแบบตัก รวมถึง เป็นช่องทางกระจายสินค้าให้กว้างเพิ่มขึ้นปีละกว่า 10%

“ผู้บริโภคในปัจจุบันนิยมจะหาโอกาสออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งไอศกรีมก็เป็นหนึ่งในเมนูที่คนให้ความนิยม โดยเราเริ่มโครงการนี้มาแล้ว 1 ปี ขณะที่ยังไม่มีคู่แข่งรายใดจริงจังหรือยอมทุ่มเทช่วยผู้ประกอบการมากเท่ากับ เรา ซึ่งเราอยากให้คนทั่วไปจดจำแบรนด์เนสท์เล่ในภาพผู้นำร้านไอศกรีมตัก นอกเหนือจากไอศกรีมแบบแท่ง” โอลิเวียร์ ระบุ

อ้างอิงจาก ผู้จัดการออนไลน์

เทศกาล กิน ดื่ม เที่ยว ช้อป พบโปรโมชั่นพิเศษสุดส่งท้ายปี

Monday, October 5th, 2009

พร้อมเครือข่ายธุรกิจแบบครบวงจร จาก K SME Care และบริการทางการเงินจากธนาคารกสิกรไทย 19 – 21 ธันวาคม 2551 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ 1-3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

งานสุดท้ายสุดยิ่งใหญ่ของปี กับ 4 เหตุผล ที่ผู้ประกอบการ SME ไม่ควรพลาดกับข้อเสนอสุดพิเศษ !!!

พิเศษ 1 สำหรับสมาชิกชมรมกับการออกบูธ (3X3M) รวมอุปกรณ์มาตรฐานด้วยราคาค่าเช่าพื้นที่ตลอด 3 วันเพียง 25,000 บ. จากราคาปกติ 75,000 บ.

พิเศษ 2 ธนาคารกสิกรไทยทุ่มงบโฆษณา ประชาสัมพันธ์และการจัดกิจกรรมกว่า 10 ล้านบาท ผ่าน สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ สื่อกลางแจ้งใจกลางเมือง บนสถานีรถไฟฟ้า BTS ตลอดจนการส่ง Direct Mail และการใช้สื่อสนับสนุนอื่น ๆ ในย่านสยามแสควร์และพารากอน เพื่อเชิญชวนลูกค้ามาร่วมงาน

พิเศษ 3 จัดกิจกรรมพิเศษตลอดทั้งงาน มีทั้งมุม Business Matching, การบรรยายพิเศษจากวิทยากรชื่อดัง พร้อม ทั้งชมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ สินเจริญ บราเธอร์, เบน ชลาทิศ, ป๊อด โมเดิร์น ด๊อก และที่ขาดไม่ได้คือการเปิดตัววง K SME Care Band ร้อง เล่น เต้นโดยสมาชิกชมรมฯ

พิเศษ 4 โปรโมชั่นพิเศษและส่วนลดมากมายภายในงาน พร้อมลุ้นรับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท กับการสอยดาว และ Lucky Draw ภายในงาน
วัตถุประสงค์

1. เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 2 ปีของโครงการ K SME Care
2. เพื่อเผยแพร่ศักยภาพธุรกิจของผู้ประกอบการ SME สู่สาธารณชน และเพื่อประโยชน์แก่ผู้ประกอบธุรกิจ SME รายอื่นๆ

3. เพื่อสร้างห่วงโซ่ทางธุรกิจ (Supply Chain) เพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบการในอนาคต
4. เพื่อเสริมสร้างความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่ผู้ประกอบการ SME เพื่อพัฒนาและต่อยอดธุรกิจ

รายละเอียดการจัดงาน

งาน แสดงสินค้าและจุดนัดพบเครือข่ายธุรกิจแห่งปี งานเดียวและงานสุดท้ายปลายปี 2551 กับการลงทุนในบริการทางการเงินของเครือธนาคารกสิกรไทย รวมถึงบริการอันหลากหลายจากบริษัทพันธมิตรทางธุรกิจ งานใหญ่ส่งท้ายปีที่จะมีผู้เข้าร่วมชมงานกว่าแสนคน โอกาสพิเศษที่จะได้พบกันของผู้ประกอบการ SME จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยกว่า 250 ราย สานเครือข่ายธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด และส่งท้ายปลายปีด้วยสินค้าหลากหลายสำหรับให้เป็นของขวัญแก่คนพิเศษของคุณ

HI-LIGHT

1. เลือกซื้อสินค้าหลากหลายส่งท้ายปลายปีให้แก่คนพิเศษของคุณ

2. สร้างเครือข่ายธุรกิจให้แข็งแกร่งเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด กับ โซนสร้างพันธมิตรจับคู่ธุรกิจ
3. เติมความรู้คู่ธุรกิจ กับ กลเม็ดเคล็ดลับจากผู้ประกอบการ และวิทยากรที่มีชื่อเสียง

4. เพิ่มความมั่งคั่งให้ธุรกิจ ด้วยทีมที่ปรึกษาทางการเงินจากเครือธนาคารกสิกรไทย
5. ร่วมสนุกกับกิจกรรมมากมาย และมินิคอนเสิร์ต สินเจริญ บราเธอร์, เบน ชลาทิศ, โมเดิร์น ด็อก

ผู้เข้าชมงาน ผู้ประกอบการธุรกิจ SME และ บุคคลทั่วไปที่สนใจ ไม่ต่ำกว่า 1 แสน ท่าน

ประเภทสินค้าและอุตสาหกรรม

* ของขวัญของที่ระลึก (GIFT) : พื้นที่แห่งความสุข ที่รอคอยการแบ่งปันแก่คนพิเศษ
* อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (FOOD & HEALTH) : โซนสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค ที่ส่งเสริมความสมบูรณ์และเพิ่มพูนความสุขให้แก่ชีวิตทั้งกายใจ
* โรงแรมและบริการเพื่อการท่องเที่ยวแบบครบวงจร (RECREATION) : พื้นที่ให้การให้บริการความสุขสำหรับทุกเพศทุกวัย ไร้ขีดจำกัด
* อัญมณีและเครื่องประดับ (JEWELRY) : พื้นที่แห่งความมั่งคั่ง ระยิบระยับด้วยประกายแห่งความสุขของอัญมณีเลอค่า เติมเต็มความสุขให้แก่ชีวิตอย่างสมบูรณ์
* เติมเต็มความหลากหลายกับธุรกิจ (OTHERS) : ด้วยพื้นที่ที่รวบรวมธุรกิจ SME ด้านต่างๆไว้ ให้เลือกสรรมากมาย

สุดยอดงานกาแฟ ชา เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และไอศครีม ของไทย

Monday, October 5th, 2009

กวิน อินเตอร์เทรด เปิดศักราชใหม่ เตรียมจัดงาน Thailand Coffee Tea and Drinks 2009 ที่ครบวงจร และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปีที่2 ขยายพื้นที่จัดงาน 25% พร้อมจัดกิจกรรมการแข่งขันกาแฟและเบเกอรี่ ตั้งเป้าผู้เข้าชมงานกว่า 25,000 คน เงินสะพัดกว่า 200 ล้านบาท จะมีระหว่าง วันที่ 19 – 22 กุมภาพันธ์ 2552 ณ MCC HALL ชั้น 4 เดอะมอลล์ บางกะปิ

กวิน อินเตอร์เทรด เปิดศักราชใหม่ เตรียมจัดงาน Thailand Coffee Tea and Drinks 2009 ที่ครบวงจร และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปีที่2 ขยายพื้นที่จัดงาน 25% พร้อมจัดกิจกรรมการแข่งขันกาแฟและเบเกอรี่ ตั้งเป้าผู้เข้าชมงานกว่า 25,000 คน เงินสะพัดกว่า 200 ล้านบาท
นายกวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้จัดงานเปิดเผยว่า งาน Thailand Coffee Tea and Drinks 2009 จะมีระหว่าง วันที่ 19 – 22 กุมภาพันธ์ 2552 ณ MCC HALL ชั้น 4 เดอะมอลล์ บางกะปิ ซึ่งจะเป็นการรวมผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับกาแฟ ชา เครื่องดื่ม
เบ เกอรี่ และไอศครีม จำนวนกว่า 200 บูธ มาอยู่ในงานเดียว โดยจัดร่วมกับงาน Thai Franchise & SME Expo 2009และงาน Thailand Bakery & Ice Cream 2009 ภายใต้ concept “Three in One”
นายกวิน กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทฯ ได้ขยายพื้นที่จัดงานเพิ่ม 25% จาก 160 บูธเป็น 200 บูธ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจกาแฟที่มีมูลค่าตลาดถึง 4,000 ล้านบาท ต่อปี และขณะนี้มีผู้ประกอบการผลิต ผู้แทนจำหน่ายเมล็ดกาแฟ ชา เครื่องดื่ม และอุปกรณ์ต่างๆกว่า 20 ราย ตอบตกลงเข้าร่วมงาน Thailand Coffee Tea and Drinks 2009 อาทิ 94 coffee, WEGA ,กาแฟสดชาวดอย, K2, กาแฟดอยช้าง, Coffman, ซำบายดี, Peaberry, Salotto, KNS, Billlion Coffee, Hillkof ฯลฯ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ราย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นงานชุมนุมธุรกิจกาแฟ ชา เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และไอศกรีม ที่ครบวงจรและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
“ในปัจจุบันธุรกิจร้าน กาแฟสดได้รับความนิยมจากนักลงทุนคอกาแฟเป็นอย่างสูง ส่งผลให้มีการเปิดร้านกาแฟนับร้อยแห่งต่อปี ทั้งที่เป็นในส่วนของเชนและผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้น งาน Thailand Coffee Tea and Drinks 2009 จึงเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่อยู่ในธุรกิจและนักลงทุนรายใหม่ที่ต้องการเลือก ซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบในงานในราคาพิเศษสุด” กรรมการผู้จัดการกล่าว
นอก เหนือจากการแสดงสินค้าของผู้ประกอบการจากหลายประเภทธุรกิจแล้ว บริษัทฯ ยังได้ร่วมกับสมาคมบาริสต้าจัดกิจกรรมไฮไลท์พิเศษ คือ “การแข่งขัน National Thailand Barista Championship (NTBC)” เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักชงกาแฟของประเทศไทยเพื่อเป็นตัวแทนไปแข่งขันในรายการ World Barista Championship 2009 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในเดือนเมษายน 2552 และการแข่งขัน Professional & Indy Barista Championship 2009 เพื่อหาสุดยอดบาริสต้าดาวเด่นดวงใหม่มาประดับวงการกาแฟ ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในเมืองไทย
นายกวินกล่าวต่อไปว่า เพื่อสร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับงาน ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆอีกมาก ให้ผู้เข้าชมงานได้มีส่วนร่วม อาทิ สาธิตการทำกาแฟ เครื่องดื่ม เบเกอรี่ โดยบาริสต้า บาร์เทนเดอร์ และเชฟโรงแรมมืออาชีพ ฟังฟรีสัมมนาในหัวข้อเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์และธุรกิจกาแฟจากผู้เชี่ยวชาญ และฮอท โปรโมชั่น เลือกซื้ออุปกรณ์ และวัตถุดิบกาแฟ ชา เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และไอศครีม ในราคาพิเศษสุดเฉพาะในงานเท่านั้น
“งาน Thailand Coffee Tea and Drinks 2009 งาน Thailand Bakery and Ice Cream 2009 และงาน FSE 2009 ในครั้งนี้เป็นการจัดงานกาแฟ ชา เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และ ไอศครีม ที่สมบูรณ์แบบและครบวงจรที่สุดในประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยผลักดันธุรกิจด้านกาแฟ ชา เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และไอศครีม ให้มีการขยายและเติบโตต่อไปในอนาคต” นายกวินกล่าวเน้น
กรรมการผู้จัดการ คาดว่า จะมีผู้เข้าชมงานทั้ง 3 รวมกว่า 25,000 คนจากทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นงานเดียวที่ผู้เข้าชมสามารถเลือกพิจารณาธุรกิจต่างๆกว่า 20 ประเภทที่ผู้แสดงนำมาให้ชม และคาดว่าจะมียอดซื้อขายเกิดขึ้นภายในงานกว่า 200 ล้านบาท
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaifranchisesme.com หรือ www.thailandcoffee.net หรือ โทร. 02-861-4013
______________________________________

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
Marketing Communications Executive
โทร. 02-861-4013 ต่อ 117