Posts Tagged ‘แฟรนไชส์’

แฟรนไชส์ “โกนัทตี้” ขนมน้องใหม่ 3 รส ใน 1 เสิร์ฟ

October 1st, 2011
แฟรนไชส์ “โกนัทตี้” ขนมน้องใหม่ 3 รส ใน 1 เสิร์ฟ ตอบโจทย์การลงทุนทุกข้อ
ปาท่องโก๋” เมนูเรียบง่ายแต่รสเลิศที่มักเสิร์ฟคู่กับ ชา กาแฟ ยามเช้า ซึ่งมีรสชาติที่หลายคนคุ้นเคย แต่สำหรับ “โกนัทตี้” ขนมน้องใหม่ที่ขออยู่ในกลุ่ม “ปาท๋องโก๋” ด้วย แต่ขอนำเสนอความแตกต่างบวกรสชาติที่แปลกใหม่และเหนือกว่า เพราะเป็นขนมที่สามารถมิ๊กซ์รสชาติขนม 3 สไตล์ ให้มารวมอยู่ในเมนูเดียวกันได้ คือ ปาท่องโก๋+โดนัท+โรตี ไอเดียความอร่อยที่ไฉไลนี้เกิดจาก คุณสุชาดา เหมมัน เจ้าของธุรกิจ แฟรนไชส์ “โกนัทตี้” ธุรกิจขนมน้องใหม่ ส่วนรายละเอียดธุรกิจจะอร่อย มันส์เพียงใดนั้น เธอพร้อมอธิบาย

 

“ที่มาของธุรกิจนั้นเกิดจาก การได้ไปร่วมงานเทศกาลเบเกอรี่ เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเห็นคนต่อแถวยาวเพื่อรอซื้อขนมปังที่มาจากสเปน ที่ต่างเรียกกันว่า ชูโรส เป็นร้านขนมในงานที่ได้รับความนิยมมาก ลูกค้าต้องมาต่อแถวซื้อขนมร้านนี้อย่างยาวเหยียด และเมื่อได้ชิมก็รู้สึกว่า อร่อย สมแล้วที่ต่อแถวรอ และสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้กับขนมร้านนี้อย่างเห็นได้ชัดคือ เครื่องผลิตขนม ซึ่งต้องยอมารับว่าเป็นจุดขายของร้านจริง ๆ ที่ดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาต่อแถวซื้อเพื่อพิสูจน์รสชาติขนมร้านนี้”
แนวคิดในการทำขนมขายจึงเกิดขึ้นทันที โดยความยากง่ายของแฟรนไชส์ “โกนัทตี้” กว่าจะเปิดตัวแฟรนไชส์นี้ได้นั้น คุณสุชาดา และทีมบริหารต้องช่วยกันระดมความคิดในการปรุงสูตรขนมและคิดประดิษฐ์ตัว เครื่องเพื่อบีบขนมออกมาสู่การทอด “เครื่องทำขนมของเรานั้น เราคิดค้นขึ้นมาเองโดยต่อยอดจากแบบที่ได้เห็นมา ลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน ต้องผ่านการคำนวณหาจุดศูนย์กลาง ความยาว ความกว้าง ที่เหมาะสม จนกว่าจะสามารถผลิตเครื่องทำขนมตัวนี้ออกมาได้อย่างลงตัว ที่สามารถบีบส่วนผสมของขนมให้ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง เป็นเครื่องที่ได้แรงคนในการควบคุม ไม่ใช่เครื่องจักร ปลอดภัยและประหยัดในเรื่องค่าไฟฟ้า นับว่าเป็นภูมิปัญหาชาวบ้านที่น่าภูมิใจโดยเครื่องใช้หลักการทำงานเดียวกัน กับการผลิตขนมจีน เครื่องทำจากสแตนเลส สามารถถอดล้างได้ หัวบีบสามารถเปลี่ยนไซส์ได้ตามความต้องการของผู้ขาย ส่วนการทดลองส่วนผสมของแป้งขนมนั้นก็ใช้เวลาเช่นเดียวกันกว่าจะได้สูตรขนม ที่ลงตัว หมดแป้งไปหลายกระสอบต่อเดือน จนกว่าจะมั่นใจตัวโปรดักส์พร้อมกับเปิดตัวอย่างที่เห็นกันในขณะนี้”
จุด เด่นแฟรนไชส์ “โกนัทตี้” เป็นขนมที่มีความกรอบเหมือนโรตีกรอบ ส่วนเนื้อด้านในจะนุ่มและหอมเหมือนโดนัท แต่มีรูปร่างเหมือนปาท่องโก๋ ที่สำคัญมีคุณค่าทางอาหาร เพราะมีส่วนผสมทั้งไข่และนม ยิ่งไปกว่านั้นยังปราศจากส่วนผสมของยีสต์ที่ผสมอยู่ในปาท่องโก๋ ขนมจะมีความหอมจากลิ่นเนย ทานร้อน ๆ คู่กับนมข้นหวาน เรียกได้ว่าอร่อยเข้ากันจนต้องสั่งเพิ่ม เรียกได้ว่ารวม 3 อรรถรสความอร่อยไว้ได้ในเมนูเดียว เป็นขนมพันธุ์ผสมสายพันธุ์ใหม่ที่มีส่วนผสมของแป้งหลายชนิดขนมมีความสดใหม่ โดยจะทำการบีบแป้งให้ออกมาจากตัวเครื่องแล้วไหลลงสู่เตาทอดทันที อีกทั้งยังเป็นการโชว์การขายแบบสดใหม่ให้ผู้ซื้อเห็นอยู่ตลอดเวลา คุณภาพของธุรกิจได้รับการยอมรับในนาม “ของดีชายแดนใต้”และในกลุ่มสินค้า ‘OTOP’ ประจำจังหวัดสงขลาด้วย
ส่วนรูปแบบการลงทุนแบบแฟรนไชส์ “โกนัทตี้” คุณสุชาดา กำหนดงบการลงทุน 42,000 บาท ผู้ลงทุนพร้อมรับอุปกรณ์การทำอาชีพครบชุดพร้อมขายสามารถเปิดร้านได้เลย อีกทั้งยังไปสอนสูตรเทคนิคการขายยังหน้าร้านให้อีกด้วย แต่สิ่งที่แฟรนไซซีจะต้องสั่งซื้อจากทางบริษัทคือ “แป้งผง” กำหนดสั่งซื้อขั้นต่ำ 50 กิโลกรัมต่อครั้ง ในราคากิโลกรัมละ 55 บาท รวมค่าขนส่งแล้ว
“แป้งผง” สามารถเก็บได้นานประมาณ 6 เดือน แต่หากมีการผสมแป้งไปแล้วแต่กลังไม่ได้มีการจำหน่ายก็สามารถนำแป้งที่ผสม แล้วนั้นกลับมาใช้ได้อีก แต่ต้องผ่านการเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น แต่ควรผสมแป้งสดใหม่ทุกวัน โดยทำครั้งละ 1 กิโลกรัม หากขายหมดก็ทำเพิ่มเรื่อย ๆ ไม่แนะนำให้ทำเป็นสต็อกค้างไว้เนื่องจากแป้งจะมีความหนืด ทำให้เครื่องบีบแป้งออกมาได้ยาก รับประกันเครื่องบีบขนมประมาณ 6 เดือน หากเครื่องอยู่ในระหว่างส่งซ่อมมีเครื่องสำรองส่งให้ใช้งานก่อนด้วย
“โดยเฉลี่ยแล้วกำไรสินค้า 1 ชุดประมาณ 200% โดยต้นทุนของแป้ง 1 กิโลกรัมประกอบไปด้วย แป้งราคา 55 บาทและเกลือ เนย น้ำตาล แพ็คเกจจิ้ง ฯลฯ อีกประมาณ 45 บาท หากขายในสัดส่วนความขาวของขนมประมาณ 5-6 นิ้ว ในแป้ง 1 กิโลกรัมสามารถตัดขายได้ประมาณ 60 ชิ้น หากขายชุดละ 20 บาทจะได้เงินทั้งหมดประมาณ 300 บาท จากต้นทุน 100 บาท ที่ผ่านมายอดขายจากการออกงานของดีชายแดนใต้ขายได้ของร้านเราเอง ขายได้ประมาณ 20 กิโลกรัมต่อวัน”
สำหรับ ระยะเวลาคืนทุนนั้น คุณสุชาดา ต้องยอมรับว่า ขึ้นอยู่กับทำเลเป็นสำคัญ แต่สินค้าสามารถสร้างกำไรและขายได้ด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ผู้ลงทุนก็สามารถเก็บเกี่ยวระยะคืนทุนที่รวดเร็วได้ด้วยร้านของเขาเอง แฟรนไชส์ “โกนัทตี้” คือทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนใหม่ที่ต้องการทำเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม ก็ได้ งบการลงทุนอยู่ในงบประมาณไม่สูงมาก คู่แข่งทางการตลาดน้อยมาก เพราะเป็นแบรนด์น้องใหม่ในตลาดจริง ๆ รสชาติขนมเป็นที่ติดอกติดใจ ในอนาคตจะมีการต่อยอดโปรดักส์อีก เช่น สอดไส้ครีมไปในขนม รวมถึงแตกไลน์โปรดักส์ เช่น น้ำเต้าหู้สูตรผสมคอลลาเจน ฯลฯ
ข้อมูลธุรกิจ:
ชื่อกิจการ: แฟรนไชส์ “โกนัทตี้”
ประเภทกิจการ: ธุรกิจเบเกอรี่
รูปแบบการลงทุน: แฟรนไชส์
งบการลงทุน: ประมาณ 42,000 บาท  ผลกำไรประมาณ 200%
ติดต่อ: เลขที่ 249/32 หมู่ 3 ถ.สุเหร่าคลองหนึ่ง แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม.
โทร. 08-5474-6369, 08-7293-7680

แฟรนไชส์ ชาอินเดีย กาแฟเปอร์เซีย ทางออกเครื่องดื่มที่ไม่จำเจ

October 1st, 2011
ในบรรดาธุรกิจเครื่องดื่ม ชากาแฟนับว่าเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมกันมาอย่างยาวนาน เพราะมีต้นกำเนิดกันมาช้านาน และได้รับการพัฒนารูปแบบ รสชาติ สีสันแตกต่างกันไปตามพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพล แต่กระนั้น ตลาดเครื่องดื่มโดยเฉพาะกาแฟในบ้านเราก็ยังได้รับความนิยมกระจุกตัว ใน ทางปฏิบัติหรือในสนามการค้าขายจริง ๆ สิ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือ เครื่องดื่ม ขนม หรือแม้แต่ชา กาแฟ ก็มีคนให้ความสนใจไม่น้อยหน้า ส่วนหนึ่งอาจเพราะความเห่อของฝรั่งนั้นมีให้เห็นมาก ฟากของพื้นที่ใกล้ ๆ กันกับเมืองไทยจึงเป็นม้านอกสายตา แต่ก็สามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้เช่นกัน
 
ชาอินเดียและกาแฟเปอร์เซีย น่าจะทำให้หลายคนหันกลับมามอง เพราะแม้เราจะห่างจากอินเดียเพียงแค่ประเทศพม่ากั้นกลาง แต่ความรับรู้ช่างห่างชั้นกับชากาแฟที่ขายกันทั่วไป คุณมาโนช อัทมารามานี เจ้าของแฟรนไชส์ “The Indian Tea” เชื้อสายอินเดียและเคยเห็นคนอินเดียชงชาดื่มที่บ้านอยู่เป็นประจำ ซึ่งทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างชาที่มีขายอยู่ในเมืองไทยกับชาของชาว อินเดีย จึงมองเห็นช่องว่างในตลาด จากนั้นเริ่มศึกษาจริงจังและทดลองปรับรสชาติจนเป็นที่ยอมรับ คุณมาโนชอธิบายความแตกต่างของชาอินเดียและกาแฟเปอร์เซียกับชากาแฟทั่วไปว่า “ชาอินเดียใช้ใบชาอัสสัม ซึ่งเรานำเข้ามาจากอินเดียโดยตรง ชาอินเดียจริง ๆ มีกว่า 50 รสชาติ สิ่งที่แตกต่างเนื่องจากาเครื่องปรุงสมุนไพรต่าง ๆ ที่ใส่ลงไป เช่น อบเชย กานพลู ใบกระวาน ขิง พริกไทยดำ ลูกกระวาน น้ำผึ้ง เรามองว่าในประเทศไทยยังไม่มีขาย เราเห็นช่องว่างตลาดตรงนี้เลยไปทดลองออกงาน มีคนให้ความสนใจเยอะ หลังจากทดลองตลาดแล้ว เราได้ทดลองปรับปรุงมากว่า 9 ปี เราเลือกมาเพียงแค่ 4 รส ชาติ ซึ่งเป็นชานมหวานมันตามสไตล์ที่คนไทยนิยมดื่ม แต่ละรสชาติมีกลิ่นหอมของสมุนไพรต่าง ๆ อยู่ด้วย กลิ่นและรสถูกปรับให้เข้ากับการดื่มชาของคนไทยแล้ว เพราะอินเดียแท้จะใส่สมุนไพรกลิ่นแรงเกินไป ส่วนกาแฟเปอร์เซีย เป็นกาแฟที่ผสมระหว่างโรบัสต้าและอาราบิก้า เหมือนกาแฟไทยที่ดื่มกันทั่วไป แต่ใส่สมุนไพรชนิดหนึ่งเข้าไปเพิ่มความหอมแตกต่างจากกาแฟอื่น ๆ”
การลงทุนมี  5 ระดับ ราคาให้เลือก เริ่มต้นตั้งแต่ 6,900 -  130,000 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามสินค้าได้แก่
1.  กลุ่มสูตรชากาแฟชงเหยือก มี 3 ราคา ตั้งแต่ 6,900 – 19,000 – 39,000 บาท มี 5 รส ชาติ กาแฟเปอร์เซีย ชานมมาซาลา ชานมการ์ดามอม ชานมน้ำผึ้ง และชาดำ เป็นเครื่องที่สามารถทำเตรียมไว้ได้เย โดยไม่ต้องชางขายทีละแก้ว นอกจากนี้คุณมาโนชยังย้ำว่า สามารถที่จะรักษารสชาติให้คงที่ได้ด้วยสูตรที่ตายตัว ไม่ต้องกลัวพนักงานเปลี่ยนมือแล้วรสชาติจะเปลี่ยนตาม
2.  กลุ่มสูตรกาแฟสดและกาแฟชงเหยือก มี 2 ราคา ตั้งแต่ 110,000 – 130,000 บาท มี 10 รสชาติโดยมีสูตรชงเหยือกเหมือนกันและได้เมนูเพิ่มอีก 5 เมนู คือ เปอร์เซียน เอสเปรสโซ่ เปอร์เซียน คาปูชิโน เปอร์เซียน ลาเต้ เปอร์เซียน มอคค่า และเปอร์เซียน โกโก้
แต่ ละระดับการลงทุน คุณมาโนชแนะนำว่า “เราแตกต่างอยู่แล้วด้วยชื่อ และความแปลกใหม่ คนอยากจะรู้และอยากชิมรสชาริว่าจะเป็นอย่างไร การเลือกงบลงทุนหรือรูปแบบร้าน ขึ้นอยู่กับทำเลเป็นหลัก เช่น ตลาดนัด ในห้างหรือหน้าห้างสรรพสินค้า เปิดที่หน้าบ้าน หรือเป็นแบบเคลื่อนที่เป็นล้อเข็น มอเตอร์ไซค์พ่วง ขายหน้าโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย หรือาจจะเป็นเมนูเสริมในร้านที่มีอยู่เดิมก็ได้ เพียงแต่นำไปเพิ่มให้เกิดเมนูใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่สามารถรับประทานได้ทุก เพศ อย่างชาก็สามารถรับประทานได้ทุกวัยทุกเวลา
เราถามลูกค้าก่อนว่าทำเลเป็นแบบไหน แล้วจึงจะให้คำแนะนำ ปัจจุบันเรามีสาขากว่า 230 สาขาทั่วประเทศ โดยเพิ่งจะขยายสาขาอย่างจริงจังเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา เมื่อทราบทำเลแล้วก็จะทำให้สามารถตั้งราคาขายได้ เพราะราคาขายมีตั้งแต่ 20 บาท ไปจนถึงแก้วละ 50-60 บาท โดยเฉพาะค่าเช่าเป็นหลัก แต่วัตถุดิบต้นทุนต่อแก้ว 6-7 บาทเท่านั้น
สำหรับ วัตถุดิบหลักที่ต้องซื้อจากคุณมาโนช ได้แก่ใบชาและกาแฟเท่านั้น โดยมีมีการกำหนดขั้นต่ำในการสั่งซื้อส่วนวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น นม น้ำผึ้ง น้ำตาล จะมีคู่มือกำหนดว่าต้องใช้แบรนด์อะไร ซื้อได้ที่ไหน ซึ่งในคู่มือนั้นก็ยังมีรายละเอียดวิธีการทำ สำหรับการลงทุนแบบชงเหยือกหากลูกค้าไม่สะดวกมาอบรมที่กรุงเทพฯ ก็สามารถทำตามได้โดยใช้ช้อนตวงเฉพาะเป็นสูตรและปริมาณตายตัว ส่วนกาแฟสดต้องอบรม 1 วันเต็ม หลังจากนั้นยังต้องปรับปรุงแบบแก้วต่อแก้วเพื่อให้ถูกปากลูกค้า “สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผู้ที่สนใจ คือ การหาทำเลที่จะเปิดให้ได้ เพราะการเปิดร้านหรือการซื้อแฟรนไชส์เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ใครมีหน้าร้านอยู่แล้ว หรือเปิดร้านอินเตอร์เน็ต ร้านเบเกอรี่ ร้านอาหาร หรือแม้แต่ร้านขายเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่พอมีพื้นที่ว่างสามารถที่จะขายได้” คุณมาโนชกล่าวทิ้งท้าย..
ข้อมูลธุรกิจ:
ชื่อกิจการ: The Indian Tea (เดอะ อินเดียน ที)
ประเภทกิจการ: แฟรนไชส์
รูปแบบการลงทุน: 6,900 – 130,000 บาท
โทรศัพท์: 08-4682-5999

‘eCosway’ แฟรนไชส์เน็ตเวิร์ก ไร้ความเสี่ยง

October 1st, 2011
‘eCoswsy’ ธุรกิจอิสระ ปั้นเงินให้รวยได้แบบไร้ขอบเขต
เมื่อการสื่อสารสามารถเชื่อมโลกได้ แนวทางการทำธุรกิจในลักษณะเน็ตเวิร์กทั่วโลก ก็สามารถทำได้เช่นกัน ปัจจุบันมีหลายธุรกิจให้ทันโลกทันเวลามากขึ้น ซึ่ง ‘eCoswsy’ เห็น ด้วยกับหลักการนี้เช่นกัน คุณภูวิศ เตซะบูรณากิจ เป็นคนไทยคนแรก ๆ ที่เริ่มสนใจธุรกิจนี้ หลังจากที่ได้ไปเห็นรูปแบบธุรกิจที่มาเลเซีย และมองว่าธุรกิจนี้น่าจะเติบโตได้ดีในประเทศไทย
 
‘eCosway’ เป็น ธุรกิจที่มีลักษณะกึ่งแฟรนไชส์รวมกับเครือข่าย หรือที่เรียกว่า แฟรนไชส์เน็ตเวิร์ก ที่ไม่มีความเสี่ยง จุเริ่มต้นของธุรกิจกำเนิดที่ประเทศมาเลเซีย โดยเจ้าของธุรกิจเป็นชาวมาเลเซีย ธุรกิจเติบโตมากว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งในปัจจุบันธุรกิจก็ได้ก้าวขยายเข้ามาสู่เมืองไทยอย่างเต็มตัวแล้ว ขณะนี้ ‘eCosway’ มีมากกว่า 1,800 สาขาทั่วโลกและกระจายไปแล้วกว่า 20 ประเทศ มีจุดขายอยู่ที่ตัวโปรดักส์ ซึ่งเน้นกลุ่มสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มีตั้งแต่เครื่องสำอางไปจนถึงเครื่องครัว และมีสินค้าที่นำเข้าจากทั่วโลกด้วย ซึ่งเน้นเป็นกลุ่มอาหารเสริม โดยลักษณะของธุรกิจเป็นการในระบบสมาชิก หรือถ้าสมาชิกอยากเปิดร้านเอง ทางบริษัทก็จะออกทุนให้ โดยพิจารณาจากยอดซื้อสมาชิกรหัสนั้น ๆ รวมถึงพิจารณาความตั้งใจจริงของผู้ที่ต้องการเปิดร้านอย่างเต็มตัวด้วย การบริหารระบบร้านไม่มีความยุ่งยากเพราะระบบได้ถูกเซตขึ้นมาเพื่อธุรกิจนี้ โดยตรง ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย จะมีรายได้กลับคืนตัวเองแบบชัดเจน
“บริษัท จะเป็นผู้ลงทุนให้ทั้งหมาด เราจะมีหน้าที่บริหารร้าน และทำตลาดโดยการสร้างยอดขายเงินลงทุนภายในร้าน เช่น ค่าตกแต่งร้าน เฟอร์นิเจอร์ ชั้นวาง ค่าอุปกรณ์ส่งเสริมการขายภายในร้าน ค่าสินค้า ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบรักษาความปลอดภัย ค่ามัดจำร้าน ค่าใช้จ่ายในการบริหารร้าน เช่นค่าเช่าร้าน ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย เช่นแผ่นพับ ใบปลิวโปรโมชั่นต่าง ๆ ค่ามัดจำล่วงหน้าสต๊อกสินค้า บริษัทเป็นจัดหาสินค้าหลากหลายและมากพอต่อการขาย โดยที่ผู้ลงทุนไม่ต้องกังวลใจเรื่องเงินที่จะต้องจ่ายล่วงหน้าเพื่อเป็นค่า มัดจำ”
ส่วนเงื่อนไขกับการเปิดร้าน ‘eCosway’
1.   เริ่มต้นจากการสมัครเป็นเจ้าของธุรกิจอิสระหรือ BO (Business Owner) ค่าสมัครในปีแรก 1,000 บาท แต่ปีต่อไปแค่ 500 บาท สมัครแล้วจะได้ร่วมธุรกิจ ‘eCosway’ ทันทีโดยได้รับสิทธิหลัก ๆ ดังนี้ สามารถยื่นความประสงค์ที่จะเปิดร้าน ‘eCosway’ ได้ทั่วประเทศ ซื้อชุดสินค้า ISO ได้ในราคาพิเศษไม่เกิน 30 วัน (ถ้าต้องการเปิดร้านต้องซื้อให้ครบ 500 ev) รับรายได้จากการขยายงานและขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้า
2.  จากนั้นก็ลองพิจารณาหาทำเลที่จะเปิดร้านไม่ว่าจะเป็นเจ้าของตึกเองทางบริษัท ‘eCosway’  จะทำสัญญาเช่าและจ่ายค่าเช่าให้ในราคาที่เหมาะสม ทำเลที่ตั้งของร้านที่บริษัท ‘eCosway’ จะอนุมัติมักจะเป็นที่ชุมชน สะดวต่อการจับจ่ายใช้สอย เช่นในห้าง หรือาคารพาณิชย์ขนาดพื้นที่ประมาณ 50-100 ตรม. หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้
ทั้งนี้คุณสมบัติเริ่มต้นที่ ‘eCosway’ จะพิจารณา “ผู้สมัครหลักจะต้องเป็นสภาพสตรี อายุตั้งแต่ 25-55 ปี ส่วนผู้สมัครรองจะเป็นสุภาพสตรีหรือสุภาพบุรุษก็ได้ แต่ต้องมีผู้สมัครหลักและผู้สมัครรองรวม 2 ท่าน ต้องเป็นคนไทย สัญชาติไทย ในระยะเวลาที่รอร้านเสร็จ หรือก่อนเปิดร้าน 14 วัน บริษัทจะไปทำสัญญาเพื่อให้คุณเป็นผู้บริหารร้าน ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะต้องเตรียมการค้ำประกันตามเงื่อนไขข้อหนึ่ง ดังนี้
เงินสด 250,000 บาท หรือใช้เงินสด 100,000 บาท+ข้าราชการซี 7 ,ใช้เงินสด 100,000 บาท+ พนักงานบริษัทเอกชน เงินเดือน 50,000 บาท หรือใช้เงินสด 100,000 บาท+บริษัทห้างร้านที่จดทะเบียนพาณิชย์ ที่ปิดยอดบัญชีในปีนั้นเป็นเงิน 5,000,000 บาท ผู้ที่ต้องการเปิดร้านสามารถเลือกได้ข้อใดข้อหนึ่ง ส่วนเงินค้ำประกันจะได้รับคืนทั้งหมดทันทีที่เราสละสิทธิการเป็นเจ้าของร้าน และเงินค้ำประกันนี้สามารถผ่อนชำระได้ โดยหักจากรายได้ในการทำธุรกิจ ซึ่งควรจะมีรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาท ขึ้นไป ในกรณีที่เราสร้างเครือข่ายธุรกิจ และมีรายได้จากการสร้างเครือข่ายมากพอ” คุณภูวิศ กล่าวถึงรายละเอียดคร่าว ๆ ให้กับผู้ที่ต้องการลงทุนเปิดร้าน
สมาชิก ‘eCosway’ จะอยู่ในฐานะเจ้าของธุรกิจอิสระ (Business Owner-BO) ที่มีเป้าหมายคือการสร้างเครือข่ายลูกค้าวีไอพี (VIP Shoppers) มีแผนรายได้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้สมาชิกสร้างรายได้ได้อย่างที่ต้องการ และมั่นคงตลอดไปจากการเติบโตของเครือข่ายผู้บริโภค และเจ้าของธุรกิจอิสระทั่วโลกอย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีขีดจำกัด ยิ่งกว่านั้นสมาชิกยังสามารถสืบทอดธุรกิจให้เป็นมรดกแก่ทายาทได้อีกด้วย ในประเทศไทยขณะนี้มี 160 สาขาทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต อุบลราชธานี ฯลฯ แต่กว่าครึ่งของร้านทั้งหมดยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งนี้มีแพลนที่จะเปิดสาขาให้ได้ถึง 2,000 สาขาทั่วประเทศไทยภายใน 5 ปี โดยเน้นทำเลในการเปิดร้านตามแหล่งชุมชน
ข้อมูลธุรกิจ:
ชื่อธุรกิจ: ‘eCosway’
ประเภทธุรกิจ: แฟรนไชส์เน็ตเวิร์ก
จุดเด่น: มากด้วยสินค้าคุณภาพชั้นนำ สมาชิกยังสามารถสืบทอดธุรกิจให้เป็นมรดแก่ทายาทได้
ค่าสมัครสมาชิก: ในปีแรก 1,000 บาท แต่ปีต่อไปแค่ 500 บาท
งบการลงทุน: สั่งขั้นต่ำ 12 ชิ้น ลงทุนประมาณ 30,000 บาท
ติดต่อโทร.: โทร.08-1329-7929
อีเมล์: techecosway@hotmail.com

การเริ่มต้นธุรกิจ Franchise

October 1st, 2011

ก่อนที่เราจะมาทำธุรกิจของเราให้อยู่ในระบบแฟรนไชส์ นั้น ควรมาทำความเข้าใจก่อนว่า แฟรนไชส์นั้น หมายถึงอะไร

แฟรนไชส์ (Franchise)
- มีรากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศส คือ “Franchir” แปลว่า “สิทธิพิเศษ” “Franchise” แปลว่า สิทธิพิเศษที่บริษัทแม่มอบให้กับผู้ที่เข้าร่วมกิจการโดยสิทธิพิเศษนี้จะ ครอบคลุมระบบเกือบทั้งหมดเพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมกิจการนั้นสามารถทำธุรกิจ ได้แม้จะไม่มีประสบการณ์มาเลย
- “แฟรนไชส์” หมายถึงกลยุทธ์ทางธุรกิจหรือตลาดในการกระจายสินค้า หรือบริการสู่ผู้บริโภคโดยหน่วยธุรกิจซึ่งประสบความสำเร็จและต้องการขยายการ จำหน่ายสินค้า หรือบริการของตน (บริษัทแม่) โดยผ่านหน่วยค้าปลีก(บริษัทสมาชิก) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอิสระ และทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาหรือข้อตกลงร่วมกัน ภายใต้เครื่องหมายการค้าหรือบริการ เทคนิคการตลาดและอำนาจของบริษัทแม่ ในการควบคุมหน่วยธุรกิจนั้นเพื่อแลกกับการได้รับชำระค่าธรรมเนียม และค่ารอยัลตี้ (Royalty) จากบริษัทสมาชิกดังกล่าว

แฟรนไชส์ (Franchise)
หมายถึง ระบบธุรกิจที่ประกอบไปด้วยลักษณะสำคัญ 3 ประการคือ
- จะต้องมีเจ้าของสิทธิ์ (Franchisor) ถ่ายทอดวิทยาการ การทำธุรกิจทุกอย่างให้แก่ผู้รับสิทธิ์อย่างใกล้ชิด
- ผู้รับสิทธิ์ (Franchisee) จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ในการใช้ชื่อการค้าเป็นค่าธรรมเนียม เริ่มแรก (Franchise Fee)
- ผู้รับสิทธิ์จะต้องจ่ายค่าตอบแทน (Royalty Fee) อย่างต่อเนื่องตามสัดส่วนของผลการดำเนินงาน อาจจะเรียกเก็บเป็นเปอร์เซ็นต์ ต่อเดือนหรือต่อปีจากยอดขาย หรือบางทีก็อาจจะเก็บจากยอดสั่งซื้อสินค้า

ประเภทของระบบแฟรนไชส์
1. Product or Brand Franchise Wholesaler
เป็นระบบแฟรนไชส์ที่ให้สิทธิ เพื่อจัดจำหน่าย (ค้าส่ง) ผลิตภัณฑ์ของ Franchisor รวมถึงการให้สิทธิในการใช้เครื่องหมายทางการค้าของผู้ผลิต
2. Business Format Franchise Retailer
เป็นระบบแฟรนไชส์ที่ให้สิทธิ เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยมีการถ่ายทอดในวิธีการดำเนินธุรกิจแบบร้านมาตรฐาน (ค้าปลีก)
3. Conversion Franchise
คือการนำธุรกิจที่มีอยู่แล้วมาร่วมตัวกัน เพื่อสร้างเครือข่ายซึ่งจะช่วยในการต่อรองซึ่งจะให้ประโยชน์ร่วมกันในด้าน การโฆษณาที่ทำให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจรถเช่า บริษัททัวร์ ฯลฯ

ข้อดีของการซื้อแฟรนไชส์
-สิทธิเกี่ยวกับการถ่ายทอดระบบงาน กรรมวิธีการผลิตต่างๆ โดยจะได้รับคู่มือการปฏิบัติงานเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ได้รับสิทธิและความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ประโยชน์จากการจดทะเบียนการค้า ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า ความลับเกี่ยวกับกรรมวิธี และสูตรการผลิตต่างๆทางการค้า การขอเป็นสถานประกอบการทางด้านการศึกษา แฟรนไชซอร์จะเป็นผู้ขอให้กับแฟรนไชซี่ ซึ่งสะดวกกว่าการเข้าไปขอเปิดโรงเรียนด้วยตัวเอง
- “แฟรนไชส์ซี่” จะได้รับบริการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา การสนับสนุนและช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบจากแฟรนไชซอร์ตัวจริงเท่านั้น ที่จะทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์เกิดขึ้นในไทยเพราะคนที่ไม่เคยทำธุรกิจมองว่า“แฟรน ไชส์”ง่าย สะดวก และมีสูตรสำเร็จ แนวโน้มของธุรกิจแฟรนไชส์เริ่มเป็นที่นิยมในไทยเหมือนกับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ออสเตรเลีย มาเลเซีย และสิงคโปร์
- ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ แบรนด์ ที่ดีและเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งตรงนี้จะต้องมีความชัดเจน เนื่องจากการสร้างชื่อเสียง ภาพลักษณ์ แบรนด์ ไม่ได้สร้างโดยใช้เวลาแค่สองสามเดือน ดังนั้นถ้าแฟรนไชส์ซอร์ที่มีอายุการเปิดหรือประสบการณ์น้อย หมายความว่าชื่อเสียงหรือแบรนด์ของเขายังไม่แข็งแรงพอต้องระวัง
- สะดวกในการจัดอุปกรณ์ เครื่องจักร วัสดุสิ้นเปลืองได้ง่าย และได้สิทธิซื้อในราคาที่ต่ำกว่า เนื่องจากร้านแฟรนไชส์ทุกร้านจะต้องมีการตกแต่งในคอนเซ็ปท์เดียวกัน แฟรนไชซอร์จะเป็นผู้กำหนดว่าจะต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องจักร หรือวัสดุสิ้นเปลืองแบบไหน ซึ่งแฟรนไชซอร์สามารถซื้ออุปกรณ์ เครื่องจักร หรือวัสดุสิ้นเปลืองให้กับแฟรนไชซี่ได้ในราคาที่ถูกกว่าการที่แฟรนไชซี่จะ ซื้อเพื่อไปเปิดสาขาของตัวเอง
- ได้รับผลทางด้านกิจกรรมทางการตลาด โดยแฟรนไชซอร์ที่ดีจะต้องทำกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแบรนด์ และรักษาแบรนด์ พร้อมทั้งต้องช่วยในเรื่องของการเพิ่มยอดขายให้กับแฟรนไชซี่ด้วย เพราะฉะนั้นหากแฟรนไชซอร์ที่มีการส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งการทำ มาร์เก็ตติ้งฟรี และแอดเวอร์ไทซิ่งฟรี ระบบธุรกิจแฟรนไชส์จะเป็นระบบการดำเนินการที่ถูกกว่าการเริ่มต้นทำธุรกิจ ใหม่ด้วยตัวเอง
- การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ทั้งจำนวนเงินที่จะลงทุนเนื่องจากแฟรนไชส์ซอร์จะต้องมีการกำหนดจำนวนที่แน่ นอน ให้กับแฟรนไชซี่แล้ว นอกจากนี้ยังไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาหลักๆ เนื่องจากเป็นระบบที่มีเทคนิค ระบบการทำงาน กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แน่นอนอยู่แล้วรวมทั้งยังมีเรื่องของชื่อเสียงที่ ย่อมดีและเป็นที่ได้รับของลูกค้าอยู่แล้ว

ข้อเสียเปรียบของแฟรนไชส์
- ต้องสูญเสียอิสระภาพในการดำเนินธุรกิจ เพราะแนวคิดของการทำแฟรนไชส์คือการดำเนินธุรกิจตามวิธีที่ได้รับการพัฒนาจาก แฟรนไชซอร์ การดำเนินธุรกิจตามรูปแบบที่กำหนดไว้เท่านั้น
- ด้วยเหตุที่แฟรนไชซีเป็นเจ้าของกิจการ และเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง การปฏิบัติงานและตัดสินใจหลายๆเรื่อง จึงเป็นความรับผิดชอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยจุดนี้ที่ทำให้ผลเสียในด้านการสูญเสียการควบคุมโดยตรงเกิดขึ้นได้มาก หากระบบต่างๆ ของแฟรนไชส์ไม่ดีพอ หรือยากต่อการปฏิบัติ
- ค่าใช้จ่ายสูง แฟรนไชซีจำเป็นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายล่วงหน้าเพื่อการได้มาซื้อสิทธิในการ ประกอบกิจการ นอกจากนี้แฟรนไชซียังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น เงินลงทุนเพื่อตกแต่งร้านค้าและค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเป็นประจำสำหรับ บริการสนับสนุนที่ได้รับจากแฟรนไชส์ซอร์

ประโยชน์ของแฟรนไชส์
- การอาศัยชื่อ/ตราผลิตภัณฑ์
- การอาศัยความเชี่ยวชาญทางการตลาด
- การฝึกอบรมและสนับสนุนด้านการจัดการ
- คุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน
- ผลิตภัณฑ์และรูปแบบทางธุรกิจได้รับการพิสูจน์แล้ว
- การสนับสนุนทางการเงิน
- การคุ้มครองอาณาเขตดำเนินการ

การเลือกธุรกิจแฟรนไชส์
- ศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนว่าบริษัทประกอบธุรกิจประเภทใด ใคร เป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ ท้องที่ที่เราจะเปิดร้านนั้นธุรกิจนี้อิ่มตัวหรือยัง และธุรกิจนี้เหมาะสมกับ “เรา” หรือไม่
- บริษัทมีการขยายตัวและการบริหารงานอย่างไร ก่อตั้งมานานแค่ไหน สินค้ามีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่ ผลงานและการเงินของบริษัทเป็นอย่างไร มีระบบการบริหารงานและเป้าหมายในการพัฒนาธุรกิจอย่างไร ทีมผู้บริหารเก่งและมีประสบการณ์แค่ไหน
- สมาชิกในเครือแฟรนไชส์มีความก้าวหน้าอย่างไร ควรรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในเครือแฟรนไชส์หลาย ๆ ราย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประเมินธุรกิจและการตัดสินใจของตนเอง
- ความช่วยเหลือที่ได้รับจากบริษัทโดยเฉพาะในด้านบริหารและการดำเนินกิจการ ตลอดจนการชี้นำและเป็นที่ปรึกษาของสมาชิกใหม่ รวมถึงการช่วยสมาชิกในการขยายกิจการ
- ค่าใช้จ่ายที่บริษัทเรียกเก็บจากแฟรนไชส์ซี ระหว่างการเข้าร่วมแฟรนไชส์สมเหตุสมผลหรือไม่
- เนื้อหาของสัญญาและเงื่อนไขในการร่วมมือกัน ผู้ที่จะลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ควรทำความเข้าใจต่อเงื่อนไขที่บริษัทแม่เสนอ มา โดยศึกษาเนื้อหาของสัญญาว่ามีอะไรบ้าง รายละเอียดเป็นอย่างไร ต้องอ่านและทำความเข้าใจให้ชัดเจนทุกข้อ ซึ่งรายละเอียดแห่งความร่วมมือทุกประการ ควรระบุเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในหนังสือสัญญา

ขอบคุณบทความดี ๆ จาก : www.thaismefranchise.com